“เจิ้งหู่ พูดให้ชัดเจน!”
ฉินชวนที่เอนหลังพิงเก้าอี้ค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ดวงตาจับจ้องเจิ้งหู่อย่างไม่ละสายตา
เจิ้งหู่เองก็เลิกทำท่าทางเหลาะแหละ น้ำเสียงเริ่มหนักแน่นขึ้น
“ตอนที่ฉันถอนตัวจากพื้นที่ชุ่มน้ำทางใต้ บังเอิญเจอเขาเข้า”
“สวมชุดเขียว มองหน้าไม่ชัด เดิมทีฉันไม่คิดจะยุ่งกับคนคนนี้”
“แต่ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้ามา ก็มีเสียงระเบิดกับเสียงปืนดังมาจากประตูเมือง”
“คิดยังไงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เลยคิดจะขวางอีกฝ่ายไว้ถามทาง”
พูดถึงตรงนี้ เจิ้งหู่ชี้ไปยังผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมบนแขน
“ที่ไหนได้ ไอ้เวรนี่แค่ยกมือก็ปล่อยคมวายุออกมา พลังปราณคุ้มกายของฉันแตกกระจายทันที”
“จากนั้นก็หนีหายไปเลย”
ฉินชวนลุกขึ้น เดินไปยังแผนที่ขนาดใหญ่ด้านหลัง
เขาใช้นิ้วลากเส้นลงบนแผนที่
เริ่มจากที่ราบเป่ยหวงตรงประตูเมืองเหนือ ยาวไปจนถึงป่ากระดูกสันหลังดำ ก่อนจะสิ้นสุดที่พื้นที่ชุ่มน้ำพิษใต้
“เขาฝ่าวงล้อมออกไปทางเหนือ อ้อมเป็นวงแล้ววิ่งลงใต้”
สีหน้าฉินชวนเคร่งขรึม ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“เขากำลังอ้อมเมืองอยู่”
กู้หมิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใจหล่นวูบ
อ้อมเมืองงั้นหรือ?
อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่?
ดูท่าชายชุดเขียวคนนั้นจะไม่ได้หนีไปเฉย ๆ จริงด้วย
เขาอ้อมเมืองชิงอู่ไปหนึ่งรอบ ต้องกำลังตามหาบางอย่างอยู่แน่
บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
จังหวะนั้นเอง เจิ้งหู่ก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน
“หัวหน้าฉิน”
“หืม?”
“ไอ้หนูนี่ไม่ได้จะออกจากเมืองหรือไง?
เขาหันไปมองกู้หมิง
“คนที่ทะนงตัวขนาดนี้ ออกไปนอกเมืองตอนนี้ก็เท่ากับไปตายเปล่า”
“แทนที่จะปล่อยให้ไปตายเปล่า ๆ ไม่สู้ให้ตามฉันไปดีกว่า”
ฉินชวนมองเจิ้งหู่
“หมายความว่ายังไง จะมาแย่งคนจากฉันหรือ?”
“ประมาณนั้น ตอนนี้ฉันขาดคนอยู่พอดี”
เจิ้งหู่ลุกขึ้น เดินช้า ๆ ไปที่หน้าต่าง น้ำเสียงเรียบเฉย
“หน่วยล่าเป่ยหวงมีสมาชิกครบ 40 คน แต่ตอนนี้คนที่ออกเมืองได้เหลือไม่ถึง 10 คน”
“วันนี้ยังเสียไปอีกคน บาดเจ็บอีกสอง”
