อากาศภายในสถานีรถไฟใต้ดินทั้งชื้นทั้งอบอ้าว ต่างจากความหนาวเหน็บติดลบ 20 องศาบนพื้นดินราวกับอยู่คนละโลก
ทั้งสองฝั่งของทางเดินมีการตั้งจุดเฝ้ายามไว้แล้ว ทหารพร้อมอาวุธครบมือยืนถือปืนหลังตรงแน่ว
ฉินหยวนเดินผ่านพวกเขาไป
หางที่ปกคลุมด้วยเกล็ดเกราะสีม่วงคล้ำลากไปบนพื้นคอนกรีต กวาดผ่านเศษหิน ส่งเสียงกรอบแกรบต่อเนื่อง
ไม่มีทหารคนไหนกล้าเงยหน้าสบตาเขา
ประตูกั้นทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินถูกรื้อออกไปแล้ว แทนที่ด้วยทางเดินลงที่ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างชั่วคราว
ทุก ๆ 20 เมตรมีไฟสปอตไลต์กำลังสูงหนึ่งดวง แสงสีขาวส่องผนังอุโมงค์จนเห็นทุกรายละเอียด
เสียงฝีเท้าของทั้งสามดังก้องไปทั่วอุโมงค์อันว่างเปล่า พวกเขาเดินไปไกลพักใหญ่ แต่ไม่มีใครพูดอะไร
โจวหงเดินนำอยู่ข้างหน้า
เมื่อเดินผ่านทางเชื่อม ลู่เจิ้นซานก็ผ่อนฝีเท้าลงเล็กน้อย
น้ำขังถูกสูบออกไปเกือบหมดแล้ว กองทหารช่างปูทางเดินชั่วคราวไว้เรียบร้อย
ร่องรอยการกัดกร่อนจากกรดยังคงหลงเหลือบนผนังหินทั้งสองด้าน กลิ่นสารเคมีกัดกร่อนฉุนแสบจมูกคลุ้งอยู่ในอากาศ
โจวหงจ้องมองรอยไหม้เหล่านั้น ภาพเมื่อวานพลันผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่
สู่อวี้สวมชุดป้องกันขาดรุ่งริ่ง เดินออกมาจากความมืด สีหน้าสงบนิ่งราวกับเพิ่งลงไปทิ้งขยะมาเท่านั้น
ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่าหมอนี่ช่างใจเด็ดจริง ๆ
แต่พอมาคิดตอนนี้ กลับรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอยเป็นระลอก
“ถึงแล้ว”
โจวหงหยุดตรงทางเข้าถ้ำหินงอก แล้วชี้ไปข้างหน้า
ลู่เจิ้นซานหันกลับไปมองฉินหยวน
