ลู่กวนหลานเขียนร้อยแก้วชิ้นยาวจนจบในคราวเดียว หยาดเหงื่อบาง ๆ ผุดพรายบนหน้าผาก
เขาวางพู่กันลงในที่ล้างพู่กันอย่างลวก ๆ แล้วคว้าผ้าเช็ดมือมาเช็ด
“บทที่สองเสร็จแล้ว”
ลู่กวนหลานยกชาที่เย็นชืดขึ้นจิบ สีหน้าเกียจคร้าน “คุณหนูเซียว พอใจหรือไม่?”
เซียวจ้าวเสวี่ยกำชายแขนเสื้อทั้งสองข้างไว้แน่น นิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
พอใจหรือ?
หากร้อยแก้วชิ้นนี้แพร่ออกไป วงวรรณกรรมทั่วหล้าย่อมต้องหม่นแสง!
ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวงกวีแห่งหนานเหลียง เมื่ออยู่ต่อหน้าบทประพันธ์อันยิ่งใหญ่นี้ ก็ไม่ต่างจากฝุ่นผงที่เผชิญหน้ากับจันทร์กระจ่าง!
เซียวจ้าวเสวี่ยสูดหายใจลึกหลายครั้ง กว่าจะข่มเสียงที่สั่นด้วยความตื่นเต้นลงได้
“คุณชายลู่มีพรสวรรค์ยิ่งนัก ชวนให้ผู้คนได้แต่ทอดถอนใจด้วยความชื่นชม”
คำเรียกที่เซียวจ้าวเสวี่ยใช้กับลู่กวนหลาน เปลี่ยนจาก “เถ้าแก่” เป็น “คุณชาย” โดยไม่รู้ตัว
แววตาของเซียวจ้าวเสวี่ยพลันเคร่งขรึม นางค่อย ๆ เดินไปยังเบื้องหน้าโต๊ะยาว
“การประลองรอบที่สาม ว่าด้วยประวัติศาสตร์”
สีหน้าของเซียวจ้าวเสวี่ยจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
“สองรอบแรกเป็นเพียงงานประพันธ์และถ้อยคำทางวรรณศิลป์ สิ่งที่ชี้ชะตาบ้านเมืองอย่างแท้จริง คือบทวิจารณ์ประวัติศาสตร์ที่หยิบอดีตมาเป็นบทเรียนแก่ปัจจุบัน”
“เป่ยซั่วพาโอวหยางมู่ บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ มาที่นี่ หัวข้อพุ่งเป้าไปยังสาเหตุที่ราชวงศ์ต้าฉีในอดีตล่มสลาย พวกเขากล่าวอ้างอย่างไร้ยางอายว่า ราชวงศ์เกษตรกรรมยิ่งสงบสุขยาวนานก็ยิ่งอ่อนแอ มีเพียงการยกดินแดนให้และเปิดตลาดแลกเปลี่ยน พร้อมผูกมิตรกับเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งเท่านั้น จึงจะพอยืดอายุแผ่นดินต่อไปได้”
“ขุนนางในราชสำนักไม่น้อยถูกเหตุผลบิดเบือนของพวกเขาข่มขวัญ ต่างเอนเอียงไปทางขอสงบศึก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดโต้แย้งข้อเสนอนี้ได้”
เซียวจ้าวเสวี่ยสบตาลู่กวนหลานตรง ๆ “หัวข้อนี้ คุณชายพอจะหักล้างได้หรือไม่?”
