นายบ่าวทั้งสองแต่งกายเป็นบ่าวไพร่ หิ้วตะกร้าสิ่งของตามเหยียนเจ๋อไปยังคุกหลวงกระทรวงอาญา ทว่าผู้ที่นำพวกนางเข้าไปกลับเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง ได้ยินเหยียนเจ๋อเรียกเขาว่าซานชุ่น
สือปู้ยวี๋ไม่ถามสิ่งใด เมื่อทราบฐานะของเหยียนสืออันแล้ว ความเชื่อใจเพียงเท่านี้ยังพอมีอยู่
ซานชุ่นสนิทสนมกับผู้คุมยิ่งนัก พบใครก็พูดคุยได้ หัวหน้าผู้คุมก็ให้เกียรติเขาอย่างมาก รับผลประโยชน์ที่ยื่นให้แล้วยังหยอกเย้าว่า “พวกญาติของเจ้านี่ไม่รู้จักประหยัดเลยจริง ๆ อยู่แต่ในคุกกันหมด”
ซานชุ่นย่อเอวส่ายหัวทอดถอนใจ “ญาติพี่น้องนี่มันมากเกินไปหน่อย”
หัวหน้าผู้คุมถูกคำพูดนี้ขบขันจนหัวเราะลั่น ทิ้งผู้คุมไว้เฝ้าหนึ่งคน กำชับว่าอย่าเดินมั่วซั่ว โดยเฉพาะด้านหลังอย่าไป แล้วจึงพาคนอื่นอีกสองสามคนไปกินโต๊ะที่ซานชุ่นเตรียมไว้ ผู้คุมที่เหลือพูดอะไรบางอย่างกับซานชุ่นอย่างเงียบเชียบ แล้วไปเฝ้าอยู่ด้านหน้า
ซานชุ่นพาพวกนางเดินลึกเข้าไป ยิ่งเข้าไปคนยิ่งน้อยลง เมื่อผ่านมุมตึกไปแล้ว ซานชุ่นลดเสียงกล่าวว่า “คนสกุลสืออยู่ด้านในสุด พวกเจ้ามีเวลาแค่เค่อเดียว หากมีคนมา ข้าจะเคาะประตูคุก พวกเจ้าทิ้งคนหนึ่งไว้ครึ่งทางคอยฟังความเคลื่อนไหว หากมีเหตุไม่คาดฝันไม่ทันการ จงรีบไปที่ประตูคุกตรงมุมนั่นทันที ที่นั่นขังคนชื่อจางชุน เป็นพวกเดียวกัน”
สือปู้ยวี๋มองตามทิศทางที่เขาชี้ พลางตอบรับ
ซานชุ่นหยุดฝีเท้า นายบ่าวทั้งสองเดินต่อเข้าไปด้านใน แล้วอาอูอยู่แถว ๆ ใกล้จางชุน สือปู้ยวี๋มองชายที่พิงประตูคุก รู้ว่านี่คือคนที่มาช่วยอำพราง วางตะกร้าตรงหน้าเขาแล้วเดินไปด้านในสุดเพียงลำพัง นอกจากสกุลสือที่ถูกคุมขังแล้ว คุกอื่นล้วนว่างเปล่า เห็นได้ว่าป้องกันแน่นหนา
ผู้ที่เห็นก่อนคือพวกบุตรภรรยา สือปู้ยวี๋จำมารดาได้ในแวบเดียว หญิงที่เคยร้องไห้โศกเศร้าเพราะนางจากไป บัดนี้แม้จะอยู่ในชุดผ้าธรรมดากลับไม่เห็นความอ่อนแอแม้แต่น้อย ราวกับจะคอยปกป้องคุ้มภัยให้ผู้คน นางนั่งอยู่ริมสุด ได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ผู้คุมที่คุ้นเคยก็ลุกขึ้นอย่างระแวดระวังทันที
สือปู้ยวี๋เดินเข้าไปใกล้ กำลังจะเอ่ยวาจา ก็เห็นสตรีตรงหน้าจู่ ๆ จับลูกกรงคุกแน่น เสียงราวกับบีบออกมาจากลำคอ “ปู้ยวี๋? ปู้ยวี๋!”
สือปู้ยวี๋นิ่งงัน ผู้ใหญ่จำเด็กง่าย แต่ผู้ใหญ่จะจำเด็กนั้นยากยิ่งกว่า นางคาดไม่ถึงว่าแยกจากกันสิบสามปี มารดายังจำนางได้ในคราเดียว
“หวันเสียล่ะ? นางพาเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?!”
“นางคอยดูต้นทางอยู่ข้างหน้า” สือปู้ยวี๋เดินเข้าไปใกล้ มองสตรีที่จ้องนางแน่นพลางร้องไห้เงียบงัน อยากเรียกมารดา ทว่าคำเรียกนี้ช่างแปลกแยกเหลือเกิน สุดท้ายนางก็เพียงพยักหน้า “ข้าคือปู้ยวี๋”
คนสกุลสือได้ยินความเคลื่อนไหว ต่างพากันเข้ามาทางนี้ เงี่ยหูฟัง
“เจ้ากลับมาเวลานี้ทำไม!” มารดาสือลดเสียงต่ำยิ่ง “เชื่อฟังคำ รีบออกจากเมืองหลวงเดี๋ยวนี้! ไปให้ไกลเท่าที่จะไปได้! ข้อหานี้เพิ่มเจ้าอีกคนก็แค่ตัดคอเพิ่มอีกหัว ไม่มีทางหวนคืน”
สือปู้ยวี๋มองคนอื่น ๆ นางจำพวกเขาได้ แววตาเปี่ยมความหวังค่อย ๆ มอดดับลงหลังจากฟังคำมารดาจบ
นางเพียงลำพัง แท้จริงช่วยคนสกุลสือไม่ได้
“เล่าเรื่องยาวให้สั้น” สือปู้ยวี๋เข้าใกล้แนบหูมารดากระซิบ “วันลงอาญาชิงนักโทษ”
มารดาสือเต็มไปด้วยความตกใจ จับแขนนางแน่น อ้าปากหลายครั้งจึงเอ่ยวาจาออกมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการป้องกันจะเข้มงวดเพียงใด?”
“อย่างไรผลก็ไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว สู้แย่งชิงหนทางรอดนี้ดีกว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งภายในและภายนอก ข้ามาหารือ”
มารดาสือรู้ว่าบุตรสาวเสี่ยงอันตรายเพียงใดจึงมาพบพวกนาง ต่อให้ไม่อยากปล่อยมือก็ไม่กล้าทำให้เสียเวลา ชี้ไปด้านในสุดว่า “ไปบอกอารองสาม”
สือปู้ยวี๋ตอบรับ แล้วเดินไปทางนั้น
มารดาสือมองตาไม่กะพริบ นางกลัวว่าภายหน้าจะไม่ได้พบอีก เห็นคราก็น้อยลงครา
ผู้ชายสกุลสือก็รู้แล้วว่าผู้มาเยือนคือใคร มองนางอยากพูด แต่รู้สึกว่าพูดอะไรก็ล้วนเกินจำเป็น
ในกลุ่มคนเหล่านี้ สือปู้ยวี๋คุ้นเคยที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว คือพี่รองสือซวี่ที่แก่นางสี่ปี ทุกปีในวันเกิดนาง ไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด พี่รองจะมาปรากฏตรงหน้านางเสมอ ตอนอายุน้อยก็มีทหารประจำตระกูลพามา ภายหลังก็มาด้วยตนเองเพียงลำพัง อย่างกับพี่ชายจริง ๆ คอยอยู่เป็นเพื่อนนางตลอดวันเกิด มอบของขวัญวันเกิด แล้ววาดรูปหนึ่งภาพนำกลับไป
บัดนี้เขาอยู่ในสภาพสะบักสะบอม กลับยังยิ้มให้สือปู้ยวี๋ “เข้ามาติดกับเองหรือ?”
“มาเป็นดาวหายนะ” สือปู้ยวี๋มองผมกระเซอะกระเซิงของเขาแล้วรู้สึกขัดตายิ่งนัก สู้ไม่มองเสียดีกว่า เดินไปข้างหน้าอารองสามสือเหยี่ยน ในความทรงจำ บุรุษวัยหนุ่มได้ไว้หนวดสั้นแล้ว ร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นมาก
คำว่าอารองสามก็ยังเอ่ยปากไม่ได้ สือปู้ยวี๋พยักหน้าอีกครั้งเป็นการทักทาย หยิบกระดาษออกมาจากอกเสื้อปูลงบนพื้น ใช้ดินสอถ่านร่างแผนที่อย่างง่ายด้วยความรวดเร็ว สกุลสือผลักคนที่สมองดีที่สุดหลายคนขึ้นไปด้านหน้าอย่างเข้าใจกันดี
ชี้ไปยังตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้หลายแห่ง สือปู้ยวี๋บอกแผนการด้วยเสียงเบา ว่าในเมืองจะประสานความร่วมมืออย่างไร มีเส้นทางใดบ้าง ออกเมืองแล้วไปอย่างไร หากเส้นทางนี้ไปไม่ได้จะทำเช่นไร สถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะทำอย่างไร แทบจะพิจารณาครอบคลุมทุกความเป็นไปได้
คนสกุลสือฟังแล้วรู้สึกว่า หากทำตามแผนของนาง พวกเขาอาจหนีรอดตายไปได้จริง ๆ ก็เป็นได้
สือเหยี่ยนมองแผนที่ถามคำถามสำคัญที่สุด “ผู้ที่ช่วยเหลือเชื่อถือได้หรือไม่?”
“ข้าทำข้อแลกเปลี่ยนกับเขา สิ่งที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งข้าและเขา ต่างต้องการซึ่งกันและกัน ย่อมน่าเชื่อถือกว่าการช่วยเหลือฝ่ายเดียว”
สือเหยี่ยนเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ มองหลานสาวที่ท่าทางสุขุม ไม่รู้ว่าเชื่อมั่นเพียงนั้นจริงหรือไม่ กล่าวว่า “พวกเราจะร่วมมืออย่างเต็มกำลัง เจ้าต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากเรื่องนี้สำเร็จไม่ได้ อย่าได้พลอยพาตัวเองเข้ามา สายเลือดของเรานี้เหลืออยู่แค่เจ้าเท่านั้น หากถึงเวลานั้นจริง ๆ จงจากไปให้ไกล อย่าได้กลับเมืองหลวงอีกเป็นอันขาด รอให้เรื่องซาลงแล้ว ค่อยพยายามดูแลญาติพี่น้องสาขาย่อยที่ถูกเนรเทศ”
สือปู้ยวี๋กวาดตามองรอบหนึ่ง สภาพของคนสกุลสือดีกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก พวกเขาอาจเคยแตกสลาย ไม่ยินยอม โกรธแค้น และเคยหวาดกลัว ทว่ายามนี้ พวกเขามองนางด้วยแววตาอาลัย พยักหน้าคล้อยตามคำของสือเหยี่ยน ไม่ว่าสนิทสนมหรือไม่ ต่างหวังให้สายเลือดนี้เหลือรอดอยู่
“ตามกฎหมายต้าอิ้ว ประหารทั้งตระกูล โทษทัณฑ์ไม่ถึงเด็กต่ำกว่าเจ็ดขวบและคนชราเกินเก้าสิบปี คาดไม่ถึงว่าพวกนั้นจะถอนรากถอนโคนได้ถึงเพียงนี้ ไม่ไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว”
คนสกุลสือล้วนทั้งโศกเศร้าทั้งเคียดแค้น พวกเขาจะเคยคิดว่าจวนโหวหยงที่ซื่อสัตย์ภักดีจะลงเอยเช่นนี้
สือปู้ยวี๋ไม่โปรยเกลือบนบาดแผลพวกเขาอีก ลากเส้นเพิ่มอีกหลายเส้นบนแผนที่ ทำให้แผนที่กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วพับเก็บ ลุกขึ้นกล่าว “อีกสองวันพบกัน”
ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาอีก นำความหวังริบหรี่มองนางจากไป
หากมีชีวิตอยู่ได้ ใครจะยอมตาย? แล้วยังตายอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้!
เมื่อผ่านหน้ามารดา สือปู้ยวี๋หยุดฝีเท้า หันไปถามว่า “เหตุใดท่านจึงจำข้าได้?”
มารดาสือข่มใจไม่ยอมลูบนางอีกครั้ง กลัวถูกผู้ใดได้ยิน จับลูกกรงคุกแน่น สะอื้นพลางใช้เสียงลมหายใจกล่าว “แม่อยู่ด้วยการดูเจ้าบนภาพเขียน จึงจะจำเจ้าไม่ได้อย่างไร”
ที่แท้ภาพเขียนแต่ละปีมีไว้เพื่อสิ่งนี้เอง สือปู้ยวี๋เดินไปสองก้าวก็หยุดอีก “ภาพเขียนยังอยู่หรือไม่?”
“มิใช่ภาพเขียนเก่าแก่หรือฝีมือเลื่องชื่อ พวกนั้นคงไม่เห็นค่า ตอนนั้นจะเผาก็ไม่ทันแล้ว กลับจะถูกคนสังเกตเห็น จึงม้วนวางไว้ในกระบอกภาพ ไม่รู้เสียหายหรือไม่”
“อะแฮ่ม” ได้ยินสัญญาณเตือนของอาอู สือปู้ยวี๋รีบเข้าไปสมทบทันที แล้วนั่งยองตรงหน้าจางชุนที่กำลังกินดื่มอย่างเอร็ดอร่อย ทำประหนึ่งกำลังพูดอยู่
“พูดอะไรกันใช้เวลานานนัก? พอ ๆ กันเถอะ” หัวหน้าผู้คุมระแวดระวังอยู่บ้าง สาวฟันเดินมาทางนี้ เห็นพวกเขาซื่อตรงก็วางใจ ชี้ซานชุ่นด่าหยอก “ห้าวันนี้ไม่อยากเห็นหน้าเจ้า”
ซานชุ่นยิ้มประจบ “ขอรับ อีกห้าวันค่อยมาดูท่าน”
“ไปไกล ๆ เลย”
“ฮิ ๆ ๆ”