ชายแดนมิได้ครึกครื้นเช่นเมืองหลวง ยามราตรีตกถึงย่านการค้าก็ปิดเงียบ
เสี่ยวเอ้อประจำสถานีไปรษณีย์กำลังจะปิดร้าน พลันเห็นนายทหารสองนายยืนอยู่ด้านนอก
แม่ทัพเจิ้นกั๋วรักษาการณ์ชายแดนเหนือมาหลายปี ปกป้องราษฎรไว้อย่างดี ระเบียบวินัยทหารเคร่งครัด ไม่เคยกระทำการเหลวไหล ล้วนเป็นที่รักใคร่ของชาวประชา บัดนี้เห็นพวกเขายืนอยู่ด้านนอก เสี่ยวเอ้อจึงรีบออกไปต้อนรับ
“นายทหารทั้งสองจะฝากจดหมายถึงบ้านหรือขอรับ บังเอิญนัก พรุ่งนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ ตรงกับวันที่สถานีไปรษณีย์ส่งจดหมายพอดี”
คงชิงเหลือบมองเจ้านายแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณชาย จะเขียนจดหมายถึงพระบิดาสักฉบับเพื่อรายงานว่าปลอดภัยดีหรือไม่”
ฉู่เหยียนปากแข็ง “มามาฉีเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว”
“นั่นมามาฉีเป็นผู้เขียน จะเทียบเท่าที่คุณชายเขียนด้วยมือตนเองได้อย่างไร”
ฉู่เหยียนส่ายศีรษะ “ไม่ดีกว่า”
ท่านแม่เห็นลายมือของเขาแล้ว เกรงว่าจะต้องโศกเศร้าอีก
คงชิงพลอยรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
“เจ้าเขียนถึงอิ๋นเหยาก็แล้วกัน”
ฉู่เหยียนจะไม่รู้ความคิดของเขาได้อย่างไร
คงชิงรับคำแล้วก้าวเท้าเข้าไปในสถานีไปรษณีย์ เสี่ยวเอ้อทราบว่าเขาไม่ได้นำจดหมายมาด้วย จึงหยิบพู่กันและกระดาษออกมาอย่างชำนาญเพื่อให้เขาเขียนจดหมายถึงบ้าน
“ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นหน้านายทหารท่านเลย เพิ่งเข้าเป็นทหารหรือขอรับ”
คงชิงผงกศีรษะ จดจ่อเขียนหนังสืออย่างรวดเร็ว มิได้ทันสนทนาด้วย
เสี่ยวเอ้อค่อนข้างเก้อเขิน “นายทหารขอรับ การใช้พู่กันและกระดาษของสถานีไปรษณีย์พวกเรา ต้องเพิ่มอีกสามเหวิน”
ท่วงท่าของคงชิงชะงักไป เสี่ยวเอ้อร้อนใจ “นายทหารอย่าถือโทษ ผู้จัดการร้านของพวกเราเคยได้รับพระคุณของแม่ทัพเจิ้นกั๋ว ราคานี้ถูกยิ่งแล้ว หากเป็นผู้อื่นต้องเสียห้าเหวิน”
