เขาตกใจสะดุ้งโหยง รีบหันไปมอง กลับเห็นเสิ่นเยว่เจียวมือไพล่หลัง ส่ายศีรษะไปมาพลางท่องบทกวี
“สายลมสารทพัดครวญหวนอาลัย ใบไม้ร่วงหล่นน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง หมู่นกนางแอ่นจากรังห่านป่าบินสู่ใต้ คะนึงถึงเจ้าที่เร่ร่อนไกล ความอาวรณ์ ตัด ขาด”
นางท่องได้ตรงตามที่ท่านจางเคยอ่านหน้าประตูเมื่อวันนั้นทุกประการ แม้แต่จังหวะหยุดและเสียงหนักเบาก็เหมือนกันไม่มีผิด
ท่านจางมองนางอย่างเคลือบแคลง “เจ้าเข้าใจความหมายหรือไม่”
“นี่หมายถึง…”
นางชะงักเล็กน้อย ทำเป็นโง่ส่ายศีรษะ
“ไม่รู้”
ท่านจางแสดงสีหน้าดั่งคาดไว้
แต่พอนึกอีกที กวีบทนี้ตนเคยเอ่ยปากอ่านตรงหน้าประตูของเสิ่นเยว่เจียว ขณะนั้นคิดเพียงว่าเป็นบทกวีที่สตรีคร่ำครวญถึงสามีซึ่งอยู่ห่างไกล เป็นเรื่องราวอ้อยอิ่งอาลัยอาวรณ์ เศร้าสะเทือนใจ แม้ความงามของอารมณ์จะลึกซึ้ง แต่ก็ค่อนข้างไม่เหมาะแก่กาลเทศะ
เขากระแอมเบา ๆ สองครั้ง สวมเสื้อผ้าชาวไร่ชาวนา แต่กลับวางท่าดังบัณฑิตผู้สอนหนังสือ
“เจ้าท่องสิ่งนี้ทำไม”
เสิ่นเยว่เจียวยิ้มบาง “ท่านคอยพร่ำอ่านอยู่ข้างหูข้า ข้าได้ยินก็จดจำได้”
ท่านจางไม่เชื่อ “ก่อนหน้านี้ข้าอ่านกวีไปมากมาย เจ้ากลับจำได้แต่บทนี้หรือ”
สิ้นเสียง เสิ่นเยว่เจียวก็ท่องกวีทุกบทที่เขาเคยอ่านก่อนหน้านี้ออกมาจนหมด
แรกเริ่มท่านจางมิได้ใส่ใจ คิดว่าเด็กน้อยความจำจะดีเพียงใด ก็ไม่มีทางจำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เมื่อเสิ่นเยว่เจียวท่องบทกวีออกมาโดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ
“ดี ดี ดี สมเป็นบุตรีของป่างเหยี่ยน”
