วันรุ่งขึ้น ยังไม่ถึงยามเว่ยฉูเหยียนก็มาเยือนแล้ว เขาถือคันธนูเล็กคันหนึ่ง ขนาดพอเหมาะให้เด็กอย่างเสิ่นเยว่เจียวฝึกหัด แม้แต่ลูกธนูก็ยาวได้สัดส่วน
เสิ่นเยว่เจียวไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้ ฉู่เหยียนสอนอย่างไร นางก็ทำอย่างนั้น
แม้จับคันธนูไม่มั่น ถือลูกธนูไม่อยู่ ง้างสายก็ไม่ไหว ทว่านางกลับฝึกท่วงท่าได้แนบเนียนดีนัก
สุดท้ายฉู่เหยียนจนปัญญาจริง ๆ จึงให้นางฝึกพื้นฐานการง้างคันธนูให้มั่นคงก่อนค่อยว่ากัน
ผ่านไปสองวันติด เสิ่นเยว่เจียวเหนื่อยจนเหงื่อท่วมศีรษะ แต่กลับไม่คืบหน้าขึ้นเลย นางยังหน้าด้านถามฉู่เหยียนว่าตนฝึกได้เป็นเช่นไรบ้าง
มองใบหน้าเปี่ยมความภูมิใจนั้น ฉู่เหยียนทั้งโมโหทั้งขำ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหวยอันเอ่ยถึงเจ้าว่าอย่างไร”
เมื่อเอ่ยถึงอดีตอาจารย์ผู้สอนวรยุทธ์ เสิ่นเยว่เจียวก็ค่อนข้างขวยเขิน
“หวยอันกล่าวว่าข้ามีพรสวรรค์เป็นเลิศ กล่าวว่าข้าเรียนรู้ได้เร็ว”
ฉู่เหยียนเทน้ำเย็นใส่หัวนางทันที
“หวยอันว่าเจ้าเป็นพวกไร้สามารถ”
“เจ้าเหลวไหล ตอนนั้นหวยอันชมข้า ทุกคนก็อยู่ด้วย”
สิ้นเสียง ฉู่เหยียนก็จับแขนของเสิ่นเยว่เจียว พลิกไปไขว้หลังนางในคราเดียว
กระบวนท่าของเขาช้ามากแล้ว หากเจอศัตรูจริง คงไม่รู้ตายไปกี่ครั้ง
แต่เสิ่นเยว่เจียวกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
“ผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศ ฝึกมาสองปีกลับได้เท่านี้หรือ”
เสิ่นเยว่เจียวเจ็บจนร้องลั่น “เจ้าขี้โกง ข้ายังไม่ทันตั้งตัว”
ฉู่เหยียนปล่อยนาง ครานี้รอให้นางเตรียมพร้อมแล้วจึงลงมือ ทว่านางก็ยังต้านได้ไม่ถึงครึ่งกระบวนท่า สุดท้ายหมอบราบกับพื้นอ้อนวอนขอชีวิตอยู่นานฉู่เหยียนจึงยอมปล่อย
