หวังเสียนสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงดั่งแสงอาทิตย์ ทันทีที่ไป๋หงเทียนพูดจบ
“......”
ไม่เอาน่ะ มีความจำเป็นด้วยเหรอ?
อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่หวังเสียนเห็นเฉิงอู่
เขาก็เดาได้บ้างแล้ว
คิดว่า หลังจบงาน คงจะถูกเรียกไปรับรางวัลอะไรสักอย่าง
แต่ไม่คิดว่า จะเป็นตอนนี้
แถมยังให้ไป๋หงเทียนพูดออกมาเองอีก
ทำให้หวังเสียนไม่ค่อยเข้าใจนัก
ก็แค่คนคนเดียว
ถึงจะอยากให้เป็นแบบอย่าง ก็ไม่เห็นต้องให้ปรมาจารย์ใหญ่ขั้นเจ็ดอย่างท่านพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลยนี่นา?
เว้นเสียแต่ว่า...
หวังเสียนชะงักไป คล้ายจะเดาอะไรออก
แต่ตอนนี้...
จะว่าเป็นที่จับตามองของคนนับพันก็คงไม่ผิด
ห้องสี่ นักเรียนทั้งหมดหันมามองหวังเสียน
ชั่วขณะนั้นต่างตกใจจนพูดไม่ออก
ไม่ใช่น่ะเพื่อน!
ปกติแกไม่เคยโชว์ภูมิให้ใครเห็น แล้วกลายเป็นเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?
พูดตรง ๆ นะ นอกจากตอนทดสอบเล็กคราวที่แล้ว
หวังเสียนในห้องสี่แทบจะเป็นคนโปร่งใสไม่มีความสำคัญเลย
แน่นอน หน้าก็หล่อใช้ได้อยู่หรอก
แต่โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังอย่างนี้ หน้าตาจะหล่อไม่หล่อ ไม่สำคัญหรอกนะ!
ใครจะคิดว่า ถึงกับทำเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้?
แถมยังเป็นการบุกเข้าไปในเขตภัยพิบัติ ช่วยชีวิตคนอย่างกล้าหาญอีกต่างหาก!
ปรมาจารย์ใหญ่ขั้นเจ็ดเอ่ยคำว่า ‘เชิญ’ ด้วยตัวเอง
แบบนี้เหนือกว่าการประกาศยกย่องทั้งโรงเรียนไปอีกหลายเท่า
หวังเสียนรู้สึกจนใจอยู่บ้าง
จริง ๆ แล้วไม่ได้คิดจะขึ้นไปเลย
แต่เมื่อเจอเข้าแล้ว หวังเสียนก็ไม่คิดจะหนี
เขาลุกขึ้นยืน
สายตาทั้งหลายที่รวมศูนย์มาที่ตัวเขา เหมือนเครื่องระบุตำแหน่ง คอยจับจ้องตามไปทุกฝีก้าว
ซึ่งน่าตกใจและน่าอิจฉายิ่งกว่าตอนที่ตัวแทนห้องต่าง ๆ ขึ้นเวทีเมื่อครู่เสียอีก
เพราะครั้งนี้
ไม่ว่าชายหรือหญิง สายตาทั้งหมดล้วนจับจ้องไปที่หวังเสียน
“......” หวังเสียน
สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เดินขึ้นไปบนเวทีสูงด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ราวกับกำลังเดินกลับบ้านหรือไปโรงเรียนธรรมดา ๆ
ขึ้นไปบนเวทีแล้ว
คราวนี้ ไม่ต้องพูดถึงสายตาของเพื่อน ๆ ข้างล่าง
แค่สายตาของตัวแทนห้องหลายสิบคน ก็เริ่มแตกต่างออกไปแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงใคร เฉินอวี้ถิงมีแววตาที่ซับซ้อนยิ่งนัก
‘หึ นี่เองที่มันไม่ยอมรับฉัน...’
