เฉินต้าตั่นพยักหน้าด้วยความพอใจ “พวกแกไม่ต้องกังวลหรอก ต่อให้เขาตายอยู่บนเขา คราวหน้าทางเมืองส่งคนมาอีก จะยังให้พวกเราเป็นคนส่งไปได้หรือไง?”
พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลายคนก็เป็นประกาย
“หัวหน้ากองนี่หลักแหลมจริง ๆ”
“โธ่ ทำไมพวกเราถึงคิดไม่ถึงนะ”
“ฮ่า ๆ ถ้าพวกแกคิดได้ แล้วฉันจะยังได้เป็นหัวหน้ากองอยู่หรือไง
เอาละ ในเมื่อเรื่องลงตัวแล้ว ก็เอาปืนกับกระสุนออกมา แล้วหาธัญพืชหยาบให้เขาอีก 20 ชั่ง”
“ยังให้เสบียงอีกเหรอ ส่งเขาเข้าไปเปล่า ๆ ก็พอแล้ว”
“บ้าเอ๊ย ถ้าเพิ่งเข้าไปก็รีบตาย ทางเมืองจะพอใจหรือไง”
ข่าวที่ว่าพวกพวกดำห้าประเภทนอกหมู่บ้านจะขึ้นเขาไปเป็นผู้พิทักษ์ขุนเขา แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านในพริบตา
“เฮ้ พวกนายทุนพวกนี้ในที่สุดก็ทำเรื่องดี ๆ สักเรื่อง”
“นั่นสิ ใครจะอยากไปอยู่บนเขากัน ไม่เห็นหน้าคนตั้งหลายวัน เผลอ ๆ วันไหนโดนหมาป่าคาบไปก็ไม่รู้”
“ฉันได้ยินว่าหัวหน้ากองเป็นคนคิดแผนนี้ นับว่าทำเรื่องดีให้หมู่บ้านได้สักอย่าง”
หลังได้รับปืนกึ่งอัตโนมัติ ฉินเฟิงก็หยิบขึ้นมาลูบคลำอย่างทะนุถนอม
เขาบรรจุกระสุนใส่ซองทั้ง 2 อันจนเต็ม แล้วเก็บกระสุนที่เหลือเข้าคลัง
ยกปืนขึ้นเล็งไปมาหลายครั้ง เล่นอยู่พักหนึ่งก็เก็บปืน
คืนนั้นหลิวหลานมาหาอีกครั้ง
เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ฉินเฟิงจะขึ้นเขา เธอจึงไม่ยอมปล่อยโอกาสสุดท้ายให้หลุดมือ
ทั้งคืนผ่านไปอย่างเร่าร้อน กว่าเธอจะย่องกลับหมู่บ้านทีละก้าวก็เป็นช่วงดึกมากแล้ว
หลังจากเธอจากไป ฉินเฟิงก็ขึ้นเขาทันที เขาไม่คิดจะรอให้ถึงตอนเช้า
เขาถือไม้ท่อนหนึ่งคอยเคาะพุ่มหญ้า
เขาหวังถิงอยู่ห่างจากที่นี่กว่าสามสิบลี้ ฉินเฟิงเคยดูแผนที่มาแล้ว จึงเดินตามทางเล็ก ๆ ที่ผู้คนเหยียบย่ำไว้ มุ่งลึกเข้าไปด้านใน
