วันต่อมา ฉินเฟิงถือของมาถึงโรงเตี๊ยม
เขายื่นเอกสารให้แล้วบอกว่า “เอาไปแจ้งฝ่ายการเงินที ฉันมีเรื่องจะคุยกับหัวหน้าเหยียนหน่อย”
“ได้ค่ะ” หลิวหลานรับคำแล้วเดินออกไป
เหยียนหนิงเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนหมุนตัวโผเข้าหาอ้อมอกของคนรัก
“คนเจ้าเล่ห์ เมื่อวานฉันก็เริ่มปรับปรุงตามที่คุณบอกแล้วนะ ถ้าไม่ได้ผลละก็ คอยดูเถอะ ฉันจะหัวเราะเยาะคุณ”
ฉินเฟิงยิ้มแล้วลงกลอนประตู “ได้สิ ขอแค่บริการดีขึ้น ถ้าผลงานไม่เพิ่มขึ้น ฉันรับผิดชอบเอง” พูดจบก็จับเธอกดลงบนโต๊ะ
“เกลียดจริง...อื้อ~”
พนักงานโรงงานเหล็กกล้าคนหนึ่งหิ้วสัมภาระเดินเข้าโรงเตี๊ยม ด้านหลังมีหญิงวัยกลางคนจูงเด็กมาด้วย
พนักงานเดินเข้ามาในห้อง พลางพยักหน้าค้อมตัว เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง
พนักงานต้อนรับหลังเคาน์เตอร์ยิ้มแล้วลุกขึ้น ก่อนเอ่ยทักทายว่า “สวัสดีค่ะ สหายคนงาน มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”
พนักงานคนนั้นชะงักไป
หญิงวัยกลางคนกับเด็กที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็มองอย่างสงสัย
พวกเขาเคยได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพเช่นนี้เสียเมื่อไร
พนักงานต้อนรับไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาแบบนี้ เพราะไม่ใช่คนแรกที่แสดงท่าทีเช่นนี้
“สหายคนงาน ถ้าต้องการเข้าพัก กรุณาแสดงเอกสารด้วยนะคะ เดี๋ยวฉันจัดการให้ค่ะ”
“อ้อ ได้ ๆ” พนักงานคนนั้นได้สติ รีบหยิบเอกสารออกมา “นี่ภรรยากับลูกของผมครับ พวกเราจะพักสามวัน”
พนักงานต้อนรับรับเอกสารไปพร้อมรอยยิ้ม “ได้ค่ะ หากมีเรื่องอะไร ภรรยาของคุณมาหาพวกเราได้ทุกเมื่อเลยนะคะ”
พนักงานคนนั้นรู้สึกราวกับกำลังฝันไป ที่นี่ใช่โรงเตี๊ยมในความทรงจำของเขาจริงหรือ?
พอกลับถึงโรงงานเหล็กกล้า เขาก็เล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง
