จัดการเรื่องยอดเขาทรงโดมเรียบร้อยแล้ว หยุนเนี่ยนก็กลับมายังถ้ำที่นางตั้งใจสร้างขึ้นในหุบเขาลำธาร
แม้ถ้ำแห่งนี้จะไม่ประณีตเท่าบ้านไผ่ที่นางสร้างไว้ในป่าชางฉง
แต่ก็สะอาดและสะดวกสบาย พื้นปูด้วยเสื่อหญ้าแล้วยังรองหนังสัตว์นุ่ม ๆ ไว้อีกชั้น
หน้าถ้ำแขวนปลาแห้งที่ตากไว้จนได้ที่ ทั้งยังปลูกพริกแดงสดไว้เล็กน้อย ดูมีบรรยากาศของการใช้ชีวิตอย่างยิ่ง
พริกเหล่านี้หยุนเนี่ยนตั้งใจปลูกไว้โดยเฉพาะ จะได้ไม่ต้องกินอาหารจืดชืดไร้รสชาติ
“วุ่นวายมาทั้งวัน ข้าหิวแล้ว”
หยุนเนี่ยนเขย่งปลายเท้า เตรียมหยิบปลาแห้งลงมาต้มเป็นน้ำแกง ทว่ากลับรู้สึกราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา
เมื่อหันไป นางก็พบสัตว์ปีกยักษ์ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนโขดหินข้าง ๆ ดวงตาสีทองอร่ามของมันจ้องนางเขม็ง
ขนของอินทรีขาวดุจหิมะ ทว่าปลายขนแต่ละเส้นกลับแต้มสีดำจาง ๆ ไว้ หากดูจากขนาดลำตัวเพียงอย่างเดียว เมื่อกางปีกออกคงกว้างอย่างน้อยห้าหกเมตร
“นกตัวใหญ่ชะมัด...”
ร่างหยุนเนี่ยนสั่นสะท้าน ขนาดตัวของมันทำให้นางนึกถึงอินทรีนั่งภูผาในตำนาน ว่ากันว่าสัตว์ดุร้ายชนิดนี้ไม่เพียงตัวใหญ่ กรงเล็บยังแหลมคมมาก
วิธีล่าของพวกมันมักเป็นการใช้กรงเล็บคว้าลูกแกะขึ้นไปบนฟ้า แล้วปล่อยให้ร่วงลงมาตายอย่างน่าสยดสยอง โหดเหี้ยมยิ่งนัก
หยุนเนี่ยนใจหายวาบ หากมันเห็นนางเป็นเหยื่อ ด้วยขนาดตัวเช่นนี้ นางไม่สงสัยเลยว่ามันจะคว้าตัวนางขึ้นไปบนฟ้าได้...
หยุนเนี่ยนเผชิญหน้ากับอินทรีขนขาวอย่างระแวดระวัง ทว่ามันกลับนิ่งสนิท ไม่แสดงท่าทีคิดโจมตีแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจ้องดวงตาสีทองอร่ามคู่นั้นนานเข้า นางกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายส่วน
