สองฟากของหุบผาหินถล่มเป็นหน้าผาสูงชันราวถูกเฉือนด้วยคมมีด ท่ามกลางหินผาสีดำคล้ำมีปากถ้ำลึกหลายแห่งให้เห็นราง ๆ
ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นอายเวทมนตร์คละคลุ้งไปทั่วอากาศ ผนังถ้ำสลักอักขระบิดเบี้ยวไว้ด้วยเลือดสีแดงเข้ม ขอบอักขระเรืองแสงสีชวนพิศวง ส่องให้ภายในถ้ำดูราวกับแดนนรก
กลางถ้ำมีผลึกเวทมนตร์ระดับต่ำหลายร้อยก้อนกองพะเนินเป็นภูเขา พลังงานสีฟ้าจาง ๆ ค่อย ๆ รั่วไหลออกมาเป็นสาย ถูกวงอาคมอักขระชักนำให้ไหลรวมเข้าสู่รูปสลักหินสูงครึ่งตัวคน
รูปสลักนั้นเป็นเทพแห่งสงครามที่ออร์คเคารพบูชา ใบหน้าดุดัน เขี้ยวโผล่พ้นริมฝีปาก ขณะนี้กำลังแผ่กลิ่นอายอัปมงคลออกมา
หมอผีออร์คห้าคนสวมหนังสัตว์คุกเข่าอยู่เบื้องหน้ารูปสลัก นิ้วมือผอมแห้งคลึงลูกประคำกระดูก พลางร่ายคาถาลึกลับยากเข้าใจด้วยเสียงแหบพร่า ประหนึ่งฆ้องแตกร้าว
ไอหมอกสีดำโอบล้อมร่างพวกเขา นั่นคือพลังต้องห้ามที่ขับเคลื่อนด้วยแก่นชีวิต
มุมหนึ่งของถ้ำมีชายในชุดคลุมดำยืนนิ่ง แขนเสื้อคลุมกว้างห้อยลงมาปกปิดร่างกายมิดชิด แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่เผยให้เห็น
มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งใต้ฮู้ดที่ส่องประกายเย็นเยียบอยู่ในความมืด
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ หมอผีออร์คชราผู้เป็นหัวหน้าก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
ผิวหนังเหี่ยวย่นของเขาราวกับเปลือกไม้เก่า เส้นผมบนศีรษะร่วงไปหมดแล้ว เหลือเพียงปอยผมหงอกไม่กี่เส้นแนบติดหนังศีรษะ มือหนึ่งถือไม้เท้าที่ฝังกะโหลกไว้ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน แสงสีเขียวจะวาบขึ้นในเบ้าตาของกะโหลก
“ค่ายกลคำสาปโลหิตพร้อมแล้ว”
หมอผีออร์คชราเดินไปหยุดตรงหน้าชายชุดคลุมดำ เงยร่างหลังค่อมขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความละโมบ
“แต่เรื่องราคา เราต้องคุยกันใหม่ ท่านก็รู้ว่าอัศวินขั้นเซนต์มีอำนาจข่มขวัญเพียงใด ความเสี่ยงครั้งนี้สูงเกินไป”
