มาร์ตินแทบจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามโถงทางเดิน พื้นไม้ส่งเสียงตึงตังใต้ฝีเท้า เขารู้ดีว่าอีกาที่ส่งสารมาในยามนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงว่าหมู่บ้านสักแห่งกำลังประสบเหตุฉุกเฉิน
ประตูห้องหนังสือของเคลแง้มอยู่ เสียงฝีเท้าเดินวนอย่างกระวนกระวายดังมาจากด้านใน
มาร์ตินเคาะประตูสองครั้ง เสียงพี่ชายคนโตที่ข่มความโกรธเอาไว้ก็ดังขึ้นทันที
“เข้ามา”
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเคลยืนหันหลังให้ทางเข้า มือกำกระดาษหนังแกะไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
แรงลมจากการขยับตัวของเขาทำให้เปลวเทียนบนโต๊ะไหววูบอย่างรุนแรง เงามืดดูราวกับปกคลุมใบหน้าของเขา
“พี่ใหญ่ เมื่อครู่ผมเห็นอีกาส่งสารบินเข้าไปในปราสาท เกิดเรื่องกับหมู่บ้านไหนหรือครับ?” มาร์ตินถามอย่างไม่อ้อมค้อม
เคลหันกลับมา ก่อนจะตบกระดาษจดหมายในมือลงบนโต๊ะ น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าและโกรธเกรี้ยวอยู่เล็กน้อย
“หมู่บ้านลำธารโอ๊กตรงชายขอบเขตปกครองกำลังถูกโจรล้อมโจมตี”
“ในจดหมายบอกว่าพวกโจรมี 43 คน ส่วนในหมู่บ้านมีทหารอาสาแค่ 12 คน แบบนั้นก็เท่ากับส่งคนไปตายชัด ๆ”
เขาเดินวนไปมาสองก้าวอย่างหงุดหงิด
“ท่านพ่อพาทหารประจำการ 300 นายออกไป ทั้งยังระดมอัศวินเกือบครึ่งหนึ่งไปแนวรบทางเหนือด้วย กำลังพลที่เหลืออยู่ในปราสาทไม่พอจะดูแลทุกที่หรอก”
“อีกอย่าง หมู่บ้านลำธารโอ๊กอยู่ห่างจากที่นี่ 32 กิโลเมตร ต่อให้ส่งหน่วยอัศวินออกไปเดี๋ยวนี้ พอไปถึงพวกโจรก็คงปล้นหมู่บ้านจนเกลี้ยงแล้วหนีหายเข้าไปในป่าสนดำ”
พูดถึงตรงนี้ เขาพลันหยุดเดิน แววตาฉายประกายเย็นเยียบ
“แล้วฉันก็สงสัยว่าเบื้องหลังพวกโจรกลุ่มนี้มีไวเคานต์โซโทคอยชักใยอยู่ เจ้าหมอนั่นจ้องจะฮุบโรงเลื่อยไม้ของเรามานานแล้ว คงฉวยโอกาสลงมือตอนท่านพ่อไม่อยู่”
