สตรีทั้งสองบนรถม้าเห็นหลู่จิ้งหมิงกำลังจะนำร่างของฉือชวนจู้กลับไปฝัง จึงสบตากัน หรือคราวนี้พวกนางจะได้พบคนดีเข้าจริง ๆ?
ร่างของฉือชวนจู้แข็งทื่อไปนานแล้ว ประหนึ่งท่อนไม้แห้งหนักอึ้ง เคราะห์ดีที่อากาศหนาวจัดช่วยชะลอการเน่าเปื่อย จึงไม่มีกลิ่นเหม็น
หลู่จิ้งหมิงเพิ่งช่วยซวนเซ่ายกร่างออกจากปากตรอกขึ้นรถม้า บรรดามือปราบก็กรูกันเข้ามาล้อม
หัวใจหลู่จิ้งหมิงพลันกระตุก แย่แล้ว!
ภาพฉากในหนังตำรวจจับผู้ร้ายยุคปัจจุบันผุดขึ้นในหัวเขา ทั้งสถานที่เกิดเหตุ การปิดล้อม การบันทึกคำให้การ การซักถาม และการกักตัว...
ในสถานที่แปลกถิ่นแห่งนี้ เขายังมีสถานะคลุมเครือถึงสองอย่าง ทั้งเป็น “ผู้ขายขวดแก้วหลิ่ว” และ “ผู้เสียหายจากการถูกปล้น”
หากถูกทางการพัวพันเข้าให้ ใครจะรู้ว่าจะก่อเรื่องยุ่งยากอะไรขึ้นบ้าง!
เขาเผลอคิดจะใช้ฟางแห้งที่คนขายม้าหามาให้คลุมร่างไว้
ทว่าเรื่องราวหลังจากนั้นกลับผิดไปจากที่เขาคาดไว้โดยสิ้นเชิง
มือปราบสองสามคนเดินเข้ามา เพียงปรายตามองบนรถม้าอย่างส่งเดช
หัวหน้ามือปราบเห็นร่างนั้นแล้ว มิได้แสดงสีหน้าตรวจสอบหรือระแวดระวังแม้แต่น้อย กลับคล้ายโล่งอก ทั้งยังเจือแวว...รำคาญใจ?
“จุ๊ ๆ หนาวตายอีกคนแล้ว”
หัวหน้ามือปราบเบ้ปาก กล่าวกับสหายว่า “อากาศหนาวเช่นนี้ วันไหนบ้างที่ไม่มีคนถูกหามออกไปสองสามคน ช่างอัปมงคล!”
มือปราบหนุ่มอีกคนหาวหวอด ก่อนรับคำว่า “หัวหน้า ครอบครัวนี้ยังรู้ความ รู้จักขนศพออกมาเอง หากเหมือนบ้านหลังนั้นแถวถนนหน้าที่ปล่อยให้คนตายในบ้านหลายวันกว่าจะมีคนพบ ศพเน่าเสียจน...กลิ่นคลุ้ง พวกเบื้องบนยังตำหนิว่าพวกเราตรวจตราถนนไม่ทั่วถึงอีก”
“เฮ้อ งานนี้ไม่ใช่งานของคนเลย เหน็ดเหนื่อยแทบตายได้เบี้ยอัฐอยู่ไม่กี่เหรียญ ยังต้องคลุกคลีกับคนตายทั้งวัน ภรรยาข้ายังบ่นเมื่อวานว่าไม่มีเวลาไปเป็นเพื่อนนางเดินตลาด บอกว่าข้ามีแต่งาน ไม่มีครอบครัว...ข้าล่ะ...” มือปราบอีกคนพยักหน้าคล้อยตาม
