คราวนี้ขากลับ หลู่จิ้งหมิงแวะซูเปอร์มาร์เก็ตไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสองลัง บรรจุภัณฑ์เป็นกล่องกระดาษปลอดมลพิษ แม้แต่ส้อมใช้แล้วทิ้งที่อยู่ข้างในก็ทำจากไม้
“นี่คือ…บะหมี่…ชนิดหนึ่ง กินง่าย แค่แช่น้ำร้อนก็พอ” หลู่จิ้งหมิงอธิบายอย่างคลุมเครือ “พวกเจ้าลองชิมแล้วจะรู้เอง”
เมื่อน้ำเดือด เขาก็แกะถ้วยบะหมี่อย่างคล่องแคล่ว ใส่แผ่นบะหมี่ลงไป โรยเครื่องปรุง เติมน้ำร้อน แล้วปิดฝา ใช้ส้อมไม้กดไว้
ชั่วพริบตา กลิ่นหอมเข้มข้นแปลกประหลาดพลันลอยขึ้นมาพร้อมไอร้อน!
กลิ่นหอมจากเครื่องปรุงชั้นเลิศที่ผ่านการปรุงแต่งด้วยอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สำหรับคนยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกที่เคยกินเพียงธัญพืชหยาบต้มเกลือ ย่อมไม่ต่างจากระเบิดกลิ่นที่จู่โจมประสาทรับกลิ่น!
“อื้อ! หอมเหลือเกิน!” เสี่ยวกู่ร้องออกมาตรง ๆ พลางยืดคอสูดกลิ่นอย่างเต็มที่
เสี่ยวฮวาจ้องกล่องกระดาษตาเป็นมัน ลอบกลืนน้ำลาย
ซวนเซ่ากับเจียงเยว่เองก็อดเผยสีหน้าประหลาดใจไม่ได้ พวกนางไม่เคยได้กลิ่นหอมซับซ้อนชวนลิ้มลองเช่นนี้มาก่อน
ปีกจมูกของลวนตีอวิ๋นจูขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แม้สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่นางก็จ้องกล่องกระดาษที่มีไอร้อนลอยกรุ่นไม่กะพริบตา
ราว 5 นาทีต่อมา หลู่จิ้งหมิงเปิด “ฝา” แล้วใช้ส้อมไม้คลุกเส้นที่พองนุ่มให้เข้ากัน
เส้นบะหมี่มันวาวหอมกรุ่น คลุกเคล้าซอสจนทั่ว ดูเย้ายวนเป็นพิเศษใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัว
“มาเถิด คนละชาม!”
เสี่ยวกู่ยกชามขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว แม้ยังไม่คุ้นกับการใช้ส้อม แต่ก็จ้วงเส้นคำโตเข้าปาก ร้อนจนต้องสูดปาก ทว่ากลับไม่ยอมคายออกมา ได้แต่ร้องอู้อี้ว่า “อร่อย! อร่อยเหลือเกิน!”
เมื่อเสี่ยวฮวาเห็นพี่ชายกินอย่างทุลักทุเลเช่นนั้น นางก็เป่าลมใส่เส้นคำเล็ก ๆ ก่อนค่อย ๆ กินลงไป ดวงตาหยีลงเป็นพระจันทร์เสี้ยวด้วยความสุขในทันใด
