บนทางภูเขาจากเมืองเฉินชางไปยังหุบเขาตระกูลฉือ รถเทียมล่อคันหนึ่งแล่นเดียวดาย ฝ่ารอยหิมะสุดลูกหูลูกตาไปตามทาง
อาจเป็นเพราะเมื่อคืนกิจกรรมบนเตียงเร่าร้อนเกินไป ทั้งยังต้องตึงเครียดเดินทางตลอดวัน ลวนตีอวิ๋นจูจึงเอนกายพิงไหล่หลู่จิ้งหมิงอย่างวางใจ เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ
นางพึมพำภาษาซงหนูอย่างงัวเงีย ก่อนศีรษะจะเอียงพับ แล้วหลับสนิทไปจริง ๆ
หลู่จิ้งหมิงรู้สึกถึงน้ำหนักบนไหล่ จึงหันไปมองใบหน้ายามหลับใหลไร้การระแวดระวังของนาง พลันมีความอิ่มเอมใจและเอ็นดูอย่างประหลาดเอ่อขึ้นในอก
เขาค่อย ๆ ปรับท่านั่งให้นางเอนพิงได้สบายขึ้น แล้วหยิบเสื้อบุฝ้ายตัวหนึ่งออกจากมิติคลุมให้นาง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ลวนตีอวิ๋นจูถูกแรงกระเทือนปลุกจนตื่น นางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ มือก็เอื้อมไปคว้าดาบข้างกายโดยไม่รู้ตัว ครั้นยืนยันว่า “ซั่วหนาน” ยังอยู่ จึงค่อยวางใจ
จากนั้นนางกะพริบดวงตาสีอำพันที่ยังพร่ามัวเล็กน้อย แล้วมองไปในตัวรถ
“เอ๊ะ!?”
นางผุดลุกขึ้นนั่งทันที เกือบชนคางหลู่จิ้งหมิงเข้า
บนพื้นรถเทียมล่อที่เดิมว่างเปล่า บัดนี้กลับมีกองมันเทศที่ยังมีกลิ่นดินวางพะเนินอยู่ครึ่งคัน!
ข้างกันยังมีถุงป่านเนื้อหยาบใบใหญ่หลายใบที่พองตุง นางมองปราดเดียวก็รู้ว่าข้างในต้องบรรจุเสบียงอาหาร นอกจากนี้ยังมีไหดินเผาหลายใบกับกระบอกไม้ไผ่วางระเกะระกะอยู่ตรงมุม
“นี่...เสบียงอาหารหรือ? มาจากที่ใดกัน?” ลวนตีอวิ๋นจูตื่นเต็มตาแล้ว นางหันขวับไปจ้องหลู่จิ้งหมิง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ก่อนหลับนางจำได้ชัดว่าบนรถไม่มีสิ่งใดเลย อีกทั้งตลอดทางก็ไม่รู้สึกว่าหลู่จิ้งหมิงจอดรถขนของขึ้นมาแม้แต่น้อย
