“เสี่ยวกู่ พาลุงไปบ้านท่านปู่ฉือวั่งชวนที!” ลู่จิ้งหมิงลูบศีรษะฉือเสี่ยวกู่พลางกล่าว
“ท่านปู่ฉือเป็นนายพรานที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน!” เสี่ยวกู่ยืดอก ดวงตาเป็นประกาย “ท่านลุงลู่ อยากกินเนื้อหรือ? เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านปู่ฉือเพิ่งล่ากวางมาได้ตัวหนึ่ง!”
เห็นท่าทางน้ำลายสอของเด็กน้อย ลู่จิ้งหมิงก็อดยิ้มไม่ได้ ทว่าในใจกลับรู้สึกฝาดขื่นอยู่บ้าง
หลายครั้งที่ข้ามเวลามาที่นี่ เขาเอาแต่คิดถึงเสบียงที่ช่วยให้คนมีชีวิตรอด คราวหน้ากลับมาเมื่อใดต้องนำเนื้อมาด้วย ไม่ต้องสนใจผู้อื่น ให้คนในบ้านได้ลิ้มรสกันก่อน
“ลุงมีเรื่องอยากถามท่านปู่ฉือ แน่นอนว่า หากบ้านท่านปู่ฉือมีเนื้อ ลุงก็จะซื้อกลับมาสักหน่อย!”
“ได้เลย!” เสี่ยวกู่กระโดดโลดเต้น จูงลู่จิ้งหมิงไปยังเรือนหลังหนึ่งทางตะวันตกของหมู่บ้าน ซึ่งดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าเรือนอื่น
บ้านดินของฉือวั่งชวนดีกว่าบ้านซวนเซ่าอยู่บ้าง อย่างน้อยกำแพงดินก็หนาแน่น ส่วนหลังคามุงหญ้าก็ปูไว้อย่างมิดชิด
เมื่อได้ยินเสียง ฉือวั่งชวนกับหญิงวัยกลางคนร่างผอมดำคนหนึ่งก็ออกมาต้อนรับ ด้านหลังยังมีเด็กอีกหลายคนตามมาด้วย
ครั้นเห็นลู่จิ้งหมิง คนทั้งครอบครัวต่างมีท่าทีเกร็ง โดยเฉพาะเด็ก ๆ หลายคนที่หลบอยู่หลังผู้ใหญ่ แอบชำเลืองมอง “คุณชายลู่” ผู้มอบเสบียงและความหวังให้แก่หมู่บ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านลุงฉือ ขออภัยที่มารบกวน” ลู่จิ้งหมิงประสานมือคำนับ ก่อนเอ่ยเข้าประเด็น “ท่านใช้ชีวิตอยู่บนเขามานาน ทั้งยังมีประสบการณ์กว้างขวาง ข้าอยากถามสักเรื่อง ท่านเคยพบ ‘โสม’ บนเขาหรือไม่?”
“โสม?” ฉือวั่งชวนชะงัก ก่อนส่ายศีรษะรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง “คุณชายลู่ โสมเป็นของหายากยิ่ง! ได้ยินว่ามีอยู่ในป่าลึกทางเหนือสุด แถบเหลียวตงจึงจะมี ส่วนเทือกเขาฉินหลิ่งของเรานี้ ทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศล้วนไม่เหมาะสม ข้าออกล่าสัตว์เก็บสมุนไพรมาหลายสิบปี อย่าว่าแต่เคยพบเลย แม้แต่คนในวงการแถบนี้ก็แทบไม่เคยเอ่ยถึง”
