"แต่ข้ามิได้คิดว่าการพึ่งพาสองมือของตนเปลี่ยนชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหลอันใด คนเราอยากเปลี่ยนแปลงฐานะความเป็นอยู่ของตนเข้าใจยากนักหรือ? เพียงไม่ใช่ของที่ลักมาขโมยมาก็พอแล้ว ไฉนทุกคนจึงมิได้พยายามเพื่อความอยู่รอดเช่นนี้เล่า?" เมื่อเผชิญหน้ากับความกังขาของผู้คน ซูหว่านรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก
"ข้าบอกแล้วว่าบัดนี้ข้ามิใช่คุณหนูใหญ่แล้ว ชีวิตแต่ก่อนนั้นไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอีก ชีวิตในยามนี้ต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องประสบพบเจอ ข้าหาได้ต้องการมีทุกสิ่งเหมือนกู้เยวี่ยไม่ นางก็คือนาง ข้าก็คือข้า อดีตนางเคยเป็นเช่นไรก็เรื่องของนาง ตอนนี้ข้าเป็นเช่นไรก็เรื่องของข้า ได้โปรดอย่าเอาข้าไปเทียบนางเลย ข้าไม่ต้องการให้ชีวิตของข้าหนีไม่พ้นชื่อของกู้เยวี่ยตลอดไป ดีหรือไม่?"
ซูหว่านกล่าวอย่างขุ่นเคือง จากนั้นลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะอาหาร นางจำต้องอธิบายให้พวกเขากระจ่างแจ้ง มิให้เอาแต่ยกนางไปเปรียบกับกู้เยวี่ย ปล่อยให้นางต้องมีชีวิตอยู่ใต้เงาของนางตลอดกาล
นางรู้ดีว่าการจะเอาชนะใจพี่ชายเหล่านี้ได้สมบูรณ์ยังเป็นเรื่องไกลโพ้นนัก ห่างไกลจนมองไม่เห็นขอบฟ้า ช่างเถิด นางก็มิได้เรียกร้องให้โลกของพวกเขาหันมาเป็นตนในทันที นางค่อยเป็นค่อยไปได้
ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูจิ่งมาเคาะประตูห้องของซูหว่าน วันนี้นางมิได้ทานมื้อเที่ยงเลย เขาจงใจพาซูอวินมาส่งอาหารและขอขมา
"หว่านหว่าน เจ้าหลับแล้วหรือ?"
