“อะไรกัน! ไอ้สารเลวนั่นยังไม่ตายอีกหรือ? พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร บอกว่านางตกเลือดใกล้ตายแล้วไม่ใช่หรือ? ตอนข้าไปก็เหลือแค่ลมหวนเฮือกเดียว บัดนี้กลับมาบอกข้าว่าคนยังอยู่?” เสียงด่าทอเกรี้ยวกราดของหลินฉินซวงดังประสานกับเสียงถ้วยชากระแทกพื้นแตกกระจาย ทำเอาม่อหลานตกใจจนไม่กล้าแม้แต่หายใจ นางไม่เข้าใจเนื้อความในคำพูดของเสี่ยวเนียง ทั้งยังไม่รู้ว่าเหตุใดเสี่ยวเนียงผู้เอ็นดูนางมาตลอดจึงโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ จึงรีบแอบออกไปเงียบ ๆ หลีกเลี่ยงมิให้ภัยมาถึงตัว
เสวี่ยเนียงรีบคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยปากแก้ตัวให้ตนเองทันที “การจัดการทุกอย่างไม่มีตกหล่นแม้แต่น้อย กระทั่งหมอที่มาตรวจชีพจรแต่เดิมยังกล่าวว่านางเว่ยครานี้ต้องข้ามไม่พ้นแน่ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด นางถึงได้มีดวงชะตาแข็งแกร่งถึงปานนี้”
หลินฉินซวงสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสติแล้วจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด “บัดนี้นางยังไม่ตาย ไม่รู้ว่านางจะล่วงรู้สิ่งใดหรือไม่ หากถึงเวลานั้นนางไปพ่นพิษร้ายต่อหน้าท่านแม่ทัพ พวกเราก็จะพบกับความลำบากมิใช่หรือ”
เสวี่ยเนียงเข้าไปใกล้แล้วลดเสียงต่ำ “หรือไม่ ฉวยโอกาสที่นางยังอิดโรยหลังคลอด ในเรือนไร้คนดูแล จัดการเสียให้สิ้นเรื่อง สะเด็ดน้ำไปเลย!”
หลินฉินซวงกลับโบกมือ พลางส่ายหน้า “ไม่ได้ พวกเราอุตส่าห์วางแผนมานาน ลงมือครั้งแรกพลาดแล้ว ต่อให้นางกายอ่อนแอเพียงใดก็ต้องระวังตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีหยาโถวหกคอยอยู่ด้วย”
เสวี่ยเนียงงานล้มเหลว ใจนึกแต่ว่าจะชดใช้ความผิดให้นายเห็นอย่างไร ได้แต่ยังไม่ละทิฐิ พูดหยั่งเชิง “แต่หากปล่อยนางไว้ไม่จัดการตอนนี้ ครั้นท่านแม่ทัพและฮูหยินกลับมาก็หาจังหวะดีเช่นนี้มิได้อีกแล้ว ขอเสี่ยวเนียงโปรดตรึกตรองด้วย”
หลินฉินซวงพลันคิดได้ “เจ้าพูดถูก หากท่านแม่ทัพกลับมาเห็นนางเป็นเช่นนี้ แล้วหวังรั่วฝูยุแยงอีกสักสองสามประโยค ยิ่งทำให้ข้าสูญเสียอำนาจในเรือน โอกาสภายหน้าก็ยิ่งน้อยลง คนตายย่อมพูดไม่ได้ ควรสะเด็ดน้ำให้สิ้นเรื่อง”
“เสวี่ยเนียง เจ้าไปสะสางผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ให้เรียบร้อย หมอที่ร่วมมือกับเราคราวก่อน ให้เงินเขาเพิ่มอีกหน่อย ปิดปากเขาให้สนิท แล้วนำรังนกนางแอ่นเลือดที่ท่านหงส่งมาเมื่อครั้งก่อนออกมา ข้าจะไปหยั่งท่าทีเว่ยซู่หยี”
จัดการเรียบร้อยแล้ว หลินฉินซวงให้สาวใช้สองคนยกของบำรุงเช่นกาวตังและรังนกตามไปเยี่ยมเว่ยซู่หยี
เวลานี้ หม่านเนียงกำลังคิดคำนวณว่าจะอยู่รอดในเรือนลึกคฤหาสถ์ใหญ่แห่งนี้ได้อย่างไร ทั้งยังไม่รู้ว่าไม้ไหนของศัตรู หากดูจากแม่ลูกนางเว่ยที่ล้วนตายในมือของหลินฉินซวง คาดว่าหลินเสี่ยวเนียงช่างโหดเหี้ยมนัก ตนยังต้องระมัดระวังให้มาก
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอกเรือน ไม่รู้ว่าใครมาเยือน
หมิงหลานวิ่งเข้ามาล่วงหน้าก่อนแล้ว กระซิบข้างหูหม่านเนียง “หลินเสี่ยวเนียงมาเจ้าค่ะ คือหลินเสี่ยวเนียงที่ท่านพ่อให้นางมาดูแลเจ้าค่ะ”
“น้องยังดีอยู่หรือ? ได้ข่าวว่าน้องตกเลือดคลอดยาก โอยยย แทบทำเอาข้าตกใจแทบตาย โชคดีที่น้องโชคดี แต่ก็น่าเสียดายที่เด็ก...” หลินเสี่ยวเนียงเอ่ยพลางยกผ้าเช็ดหน้าปิดหน้า ทำทีเป็นสะอื้น
หม่านเนียงเห็นท่าทางเช่นนี้ ช่างยิ่งกว่าตัวนางแต่ก่อนเสียอีก รีบเอ่ยขึ้น “ลำบากท่านพี่มาเยี่ยมข้าถึงนี่ ท่านพี่รับคำท่านแม่ทัพให้ดูแลร่างข้า วันนี้ข้าตกเลือดคลอดยากวุ่นวายทั้งวัน ไม่เห็นท่านพี่มาเลย ช่างเป็นคนใหญ่คนโตธุระมากมายนัก”
หลินฉินซวงนิ่งค้าง ไม่คิดว่าเว่ยซู่หยีผู้เคยอ่อนแอมีแต่จะยอมจำนน มาวันนี้พูดจากระทบกระเทียบเช่นนี้ได้ ไม่แน่ว่านางอาจรู้เรื่องอะไร และกำหลักฐานอะไรของตนไว้?
ยังมิทันที่หลินฉินซวงจะตอบ หม่านเนียงก็เอ่ยต่อ “บัดนี้เห็นข้ายังมีชีวิตอยู่ หลินเสี่ยวเนียงคงพอใจกระมัง?”
“น้องพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ในเมื่อท่านแม่ทัพฝากเจ้าไว้กับข้า ข้าย่อมต้องดูแลเจ้าอย่างดี ไม่รู้ว่าหมอมาแล้วหรือยัง? ร่างกายนี้เป็นอย่างไร ต้องใช้ยาสิ่งใด น้องบอกข้ามาเถิด อย่าได้เกรงใจ อย่าให้เหลือโรคภัยไว้เป็นดี”
ได้ยินคำว่าโรคภัย หม่านเนียงพลันนึกถึงที่หมอว่าในภายภาคหน้าจะมีบุตรไม่ได้อีก เรื่องนี้จะให้ผู้อื่นรู้มิได้เป็นอันขาด
“เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านพี่ที่หวังดีแล้ว ร่างข้าต้องบำรุงให้มากเข้าไว้ ข้าจึงอยากได้โสม เขากวาง เห็ดหลินจือ อะไรไปมากหน่อย ดูที่ท่านพี่ส่งกาวตัง รังนกก็ดีไม่เลว เพียงแต่จำนวนน้อยไปหน่อย ท่านพี่โปรดเพิ่มให้ข้าอีกสักหน่อย ผ่านไปอีกสองสามวันท่านแม่ทัพกลับมา ข้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ เกรงว่าจะเป็นการตบหน้าท่านพี่นะ หากไม่รู้คงคิดว่าท่านพี่กลั่นแกล้งข้า”
ตั้งแต่หลินฉินซวงเข้าจวนสกุลเชิ่งมา แม้แต่ฮูหยินใหญ่ก็ไม่กล้าเอ็ดตะโรนาง แต่มาในวันนี้กลับถูกนางเว่ยที่ไม่เคยมีใครใส่ใจย้อนเสียพูดไม่ออก รู้สึกเพียงไฟโทสะก่อตัวในทรวงอก ลุกลามมากขึ้นทุกที หาที่ระบายมิได้ ทำได้เพียงกดอารมณ์ไว้จนหน้าอกกระเพื่อม
ใบหน้ายังคงแสร้งว่าสมานฉันท์ “บังเอิญข้านำรังนกและกาวตังชั้นดีมาพอดี น้องใช้ไปพลางก่อน ของบำรุงอื่นอีกสองสามวันค่อยส่งมา เช่นนั้นเว่ยเสี่ยวเนียงรีบพักผ่อนเถิด ข้าไม่กวนแล้ว” เอ่ยจบก็พาสาวใช้จากไปอย่างเร่งรีบ
หมิงหลานสงสัยจึงถามขึ้น “เหตุใดคำพูดของเสี่ยวเนียงวันนี้ไม่เหมือนปกติเลยสักนิด แต่ก่อนมีแต่ให้ข้าอดทน ไม่เคยรู้สึกสะใจถึงเพียงนี้”
หม่านเนียงแค่นเสียงเย็น “ข้าบอกแล้วว่าข้ามิใช่มารดาผีตายซากของเจ้า ใครจะไปเหมือนนางเป็นเต่าหดหัวทุกคน?”
หมิงหลานได้ฟังก็โกรธจนแก้มพอง “ห้ามเจ้าด่ามารดาข้า เพราะก่อนนี้ข้าชนะปาเกาทัณฑ์ เซี่ยวเตี๋ยยังถูกไล่ออกไปเลย วันนี้เจ้าล่วงเกินหลินเสี่ยวเนียงถึงเพียงนี้ นางไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่”
หม่านเนียงไม่สนใจคำของหมิงหลาน มองดูของบำรุงหรูหราที่ส่งมา เอ่ยถามหมิงหลาน “ก่อนนี้เจ้าเคยเห็นของดีเช่นนี้บ้างหรือไม่?”
หมิงหลานส่ายศีรษะ “เสี่ยวเนียงและข้าไม่เคยได้รับความสำคัญจากท่านพ่อ วันเหมันต์กระทั่งถ่านไฟยังไม่พอ ไม่มีใครแลเหลียวด้วยซ้ำ ที่ไหนเคยเห็นของเหล่านี้”
หม่านเนียงคิดในใจ นี่คือพังพอนมาเยี่ยมหมาป่า ไม่ได้หวังดีแน่
จากนั้นสั่งให้เสี่ยวเถาเก็บของบำรุง แล้วกล่าวเยาะเย้ยแม่ลูกคู่นี้ว่าขี้ขลาดนัก ศัตรูมาเยื้องกรายถึงเพียงนี้ ยังจะวิงวอนให้ศัตรูมีเมตตาอีก ปล่อยให้ตนรอด ฝันไปเถิด พวกมันไม่จัดการศัตรูให้สิ้นซากก็ไม่มีทางหยุดมือ นางเอ่ยกับหมิงหลานอย่างมั่นอกมั่นใจ “ข้าไม่กลัวนางหรอก เดิมทีข้าเกือบจะเป็นถึงนายหญิงตระกูลโหวแล้ว นางถือว่าเป็นอะไร!” เอ่ยจบกลับรู้สึกว่าพูดสิ่งนี้ต่อหน้าหมิงหลานดูประหลาดพิกล อีกทั้งยังไร้ความหมาย จึงหมุนตัวกลับไปนอนต่อ