“บรรยากาศดีทีเดียว”
ซูหว่านฉิงนั่งลง พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ
การตกแต่งให้กลิ่นอายโบราณ ภาพวาดหมึกแขวนอยู่บนผนัง ส่วนบนโต๊ะวางเครื่องเคลือบงดงามประณีต
สถานที่แบบนี้ มื้อหนึ่งคงไม่ถูกแน่
เธออดเป็นห่วงกระเป๋าสตางค์ของเซี่ยตงไม่ได้
“เอ่อ... เปลี่ยนไปร้านอื่นดีไหม ดูแล้วแพงน่าดูเลย”
ซูหว่านฉิงพูดเสียงเบา
เธอมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน จึงรู้ดีว่าหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย
ถึงบ้านเซี่ยตงจะเปิดโรงงาน แต่ตอนให้สัมภาษณ์ เขาบอกว่าเมื่อก่อนเกือบจะล้มละลายไม่ใช่หรือ?
แม้ช่วงนี้ธุรกิจจะดูเหมือนดีขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้เงินฟุ่มเฟือยขนาดนี้กระมัง
เด็กคนนี้คงไม่ได้ฝืนทำเป็นมีเงินเพราะกลัวเสียหน้าหรอกนะ
เซี่ยตงเห็นท่าทางระมัดระวังของเธอแล้วก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
เด็กผู้หญิงสมัยนี้ยังไม่ถูกบริโภคนิยมล้างสมองจนหมด
ยังรู้จักช่วยคนอื่นประหยัดเงิน
ช่างเป็นผู้หญิงที่ดีจริง ๆ
“กินให้สบายใจเถอะ”
เซี่ยตงยื่นเมนูให้เธอ
“วันนี้มีคนเลี้ยง”
“ใครเหรอ?”
“อาจารย์หม่า”
“อาจารย์หม่า? หมายถึงอาจารย์หม่าของเถาเป่าน่ะเหรอ?”
ซูหว่านฉิงเบิกตากว้าง
“อย่ามาล้อฉันเล่นเลย อาจารย์หม่าจะเลี้ยงข้าวนายเนี่ยนะ?”
“ก็ประมาณนั้นแหละ ถึงเขาจะไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่เงินมื้อนี้ก็เหมือนถอนขนจากตัวเขามาเส้นหนึ่ง”
เซี่ยตงยิ้ม พลางรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย
กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยอวล
ซูหว่านฉิงเบ้ปาก เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
เธอคิดว่าเซี่ยตงแค่คุยโว
แต่ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบคุยโวต่อหน้าผู้หญิงกันเป็นปกติ
เธอจึงไม่คิดจะจับผิด หยิบเมนูขึ้นมาดู
ราคาสมกับที่คิดไว้ แพงจนน่าตกใจ
กุ้งผัดใบชาหลงจิ่งจานหนึ่งตั้ง 180 หยวน
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งผักรวมผัดซึ่งถูกที่สุด แล้วก็สั่งปลาซีหูราดซอสเปรี้ยวหวานอีกจาน
