“เฮ้อ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ซิงอวี้ซิ่วโบกมือ พูดอย่างจนใจ “นึกว่ากินของเปรี้ยวแล้วจะดีขึ้น ที่ไหนได้ก็ยังไม่ไหวเหมือนเดิม”
เสิ่นรั่วเหวินเห็นสีหน้าเธอดูไม่ดีนัก จึงเตือนด้วยความห่วงใย “พี่สะใภ้ซิง คุณนั่งพักสักครู่เถอะ ให้ฉันรินน้ำให้ไหม”
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้น” ซิงอวี้ซิ่วหัวเราะร่าเริง “ฉันเอาผลไม้มาให้คุณแล้ว ยังต้องไปวุ่นวายในครัวต่อ คุณพักอยู่ในห้องดี ๆ รอทานข้าวเย็นนะ เย็นนี้มีของดี!”
เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับทำให้เสิ่นรั่วเหวินยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ลังเลครู่หนึ่ง เธอเอ่ยถามว่า “พี่สะใภ้ซิง สามีของคุณก็อยู่ในค่ายทหารหรือเปล่า”
“อยู่สิ แต่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก สามสี่วันถึงจะเจอหน้ากันสักครั้ง” ซิงอวี้ซิ่วถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็ยิ้มอีกครั้ง “ท่านผู้นำกลัวฉันอยู่คนเดียวแล้วเหงา เลยให้ย้ายเข้ามาในลานบ้านเล็ก ๆ นี้ รอให้เขากลับมาแล้วค่อยไปบ้านพักของเราสองคน”
พี่สะใภ้ซิงดูเป็นคนใจร้อนพูดตรง เก็บความลับไม่อยู่ ดวงตาของเสิ่นรั่วเหวินสั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “พี่สะใภ้ คุณก็ลำบากเหมือนกันนะ”
“ลำบากอะไร!” ซิงอวี้ซิ่วโบกมือ “สามีฉันทำเพื่อชาติ เขาเรียนมาน้อย เป็นคนบ้านนอกตีนเปล่า ตอนนี้ชาติไม่รังเกียจเขา ให้เขามาเป็นทหาร มาอยู่ในฐานดี ๆ แบบนี้ ท่านผู้นำเองก็ดูแลพวกเราอย่างดี แค่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน มันก็ไม่เท่าไหร่”
พูดจบเธอก็ชี้ไปที่ผลซาจี้ในถ้วย เอ่ยอีกว่า “คุณเฉิ่น อย่าดูถูกผลไม้นี้เชียว ได้ยินว่าปากเป็นร้อนใน เหงือกมีเลือดออก กินหน่อยเดียวก็หาย ที่นี่มีลมและทรายแรง กว่าจะได้ผลไม้ถ้วยหนึ่งไม่ง่าย ท่านผู้นำไม่เคยเก็บไว้เอง แบ่งมาให้พวกเราทุกคนกิน แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่าฐานของเราดีแค่ไหน”
