ในเมืองเล็ก ๆ ห่างไกลแห่งหนึ่งของอเมริกา มั่วโม่เข็นรถเข็นซื้อของเดินช้า ๆ อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต
เสียงเพลงเก่าไพเราะคลออยู่เบื้องหลัง เธอเอื้อมมือหยิบซีเรียลหนึ่งกล่องใส่รถเข็น แล้วเลือกน้ำมันมะกอกหนึ่งขวดจากชั้นวางข้าง ๆ ท่าทางไม่รีบร้อน ราวกับคุ้นชินกับจังหวะชีวิตเช่นนี้แล้ว
แม่บ้านผิวขาวคนหนึ่งที่เข็นรถเข็นเด็กอยู่ข้าง ๆ ยิ้มให้เธอ ผมสีทองอมน้ำตาลรวบเป็นหางม้าต่ำหลวม ๆ สวมชุดกระโปรงลายดอกไม้ทรงสบาย ๆ
มั่วโม่จำเธอได้ ลินดาที่อยู่ถนนข้าง ๆ พวกเธอมักเจอกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ตช่วงเวลาเดียวกันทุกสัปดาห์ จนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากันแล้ว
ลินดาชะโงกมองรถเข็นของมั่วโม่แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “วันนี้สามีไม่มาด้วยเหรอ?”
มั่วโม่ยกมุมปากเล็กน้อย วางน้ำมันมะกอกลงในรถเข็นให้เรียบร้อย “วันนี้เขาอยู่บ้านซ่อมท่อน้ำค่ะ”
ลินดายิ้มพลางส่ายหน้า พูดว่า “ผู้ชายนี่นะ” ก่อนเข็นรถเข็นเด็กไปทางชั้นวางอีกฝั่ง
มั่วโม่ยืนอยู่หน้าชั้นวาง วางนิ้วบนด้ามจับรถเข็น มองแผ่นหลังของลินดาจนลับหายไปตรงหัวมุม
เธอยืนนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนเข็นรถเดินต่อ
สามเดือนแล้ว เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กแห่งนี้มาครบสามเดือนพอดี
คืนหนึ่งเมื่อสามเดือนก่อน เธอกับอาเจ๋อขึ้นฝั่งจากเรือลำเล็ก เปลี่ยนรถสองต่อ เดินทางข้ามสามรัฐ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เมืองเล็กอันห่างไกลแห่งนี้ ซึ่งแม้แต่บนแผนที่ก็ยังหาแทบไม่เจอ
ในเมืองมีถนนสายหลักเพียงสายเดียวและซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งเดียว ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วกับนักเดินทางที่แวะผ่านมานาน ๆ ครั้ง
ไม่มีใครถามว่าพวกเขามาจากไหน ไม่มีใครสืบเรื่องอดีตของพวกเขา ไม่มีใครสังเกตว่าหญิงชาวเอเชียที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่กับสามีผู้เงียบขรึมของเธอแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร
มั่วโม่ต่อแถวอยู่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน หยิบของในรถเข็นออกมาวางบนเคาน์เตอร์ทีละชิ้น
เธอนึกถึงคืนวันที่ออกจากไป๋หยาเมื่อสามเดือนก่อน
ในความมืด พวกเขาโคลงเคลงอยู่บนเรือลำเล็ก อาเจ๋อกำหางเสือไว้ ใบหน้าเปื้อนความสุขแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
