กล้ามเนื้อแน่นกระชับใต้ปลายนิ้วของเธอขยับเบา ๆ
รูม่านตาของมั่วโม่หดเล็กลงทันที เสียงกรีดร้องพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของลำคอ แต่ยังไม่ทันลอดออกจากริมฝีปาก มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากความมืดปิดปากเธอไว้อย่างแม่นยำ ฝ่ามืออุ่น ๆ กดแนบกับริมฝีปาก อุดเสียงทั้งหมดของเธอให้กลับลงไปในลำคอ
มั่วโม่เบิกตากว้าง พยายามมองเค้าโครงเลือนรางของคนตรงหน้าในความมืด ไหล่กว้าง เอวเพรียวกระชับ และดวงตาคู่นั้นที่แม้ในแสงริบหรี่ก็ยังลึกล้ำดุจผืนน้ำลึก
ผู้คุมเรือนจำยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เขายังสวมชุดเดียวกับตอนงานเลี้ยง เสื้อคลุมถอดออกแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็ก กระดุมตรงคอปลดออกไปสองสามเม็ด เผยให้เห็นแผ่นอกเล็กน้อย
ฝ่ามือของเขาแนบอยู่บนริมฝีปากเธอ เขาก้มมองเธอ
ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาค่อย ๆ คลายมือออก แล้วกระซิบข้างหูเธอว่า “เธออ้วนขึ้นนิดหน่อยตั้งแต่ตอนอยู่ไป๋หยา ดูเหมือนอาเจ๋อจะเลี้ยงเธอได้ดีทีเดียว”
มั่วโม่ขยับปาก เสียงฟังดูตึงเครียด “...คุณไม่ได้ไปแล้วเหรอ”
ผู้คุมเรือนจำยิ้ม
“รถไปแล้ว แต่คนยังอยู่”
“หมอไป๋ หิวไหม ฉันทำบะหมี่ให้สักชามนะ”
……
มั่วโม่นั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหาร มือทั้งสองข้างบิดนิ้วตัวเองไปมา
แสงไฟสีเหลืองนวลจากห้องครัวเคลือบเสี้ยวหน้าของผู้คุมเรือนจำให้ดูนุ่มนวล
เขายืนหันหลังให้เธออยู่หน้าเตา ท่าทางไม่รีบร้อนไม่เชื่องช้า ตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่เส้นบะหมี่ แล้วตอกไข่ลงไป วิธีทำคล่องแคล่วราวกับเคยทำมาหลายครั้ง
ไม่นาน ผู้คุมเรือนจำก็เลื่อนบะหมี่ร้อนฉุยชามหนึ่งมาตรงหน้าเธอ ในน้ำซุปใสมีไข่ดาวน้ำหนึ่งฟอง ผักใบเขียวสองสามใบลอยอยู่บนผิวน้ำ ทั้งยังโรยต้นหอมซอยมาหนึ่งหยิบมือ
