เบื้องหน้าว่างเปล่า
ไม่มีใครอยู่เลย
ฟางเสี่ยวหลานชะงักไป มือยังปิดหน้าผากอยู่ แต่ในใจเริ่มระแวดระวังแล้ว
เธอไม่ได้ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างคนโง่เขลา หากกวาดตามองไปทางซ้ายและขวาอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่เห็นเงาคนสักคน
ไปแล้วเหรอ?
ฟางเสี่ยวหลานหันกลับไปตามสัญชาตญาณ
มีคนยืนอยู่ข้างหลังเธอ
ไม่รู้ว่าเดินมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไร เงียบกริบไร้สุ้มเสียง
รูม่านตาของฟางเสี่ยวหลานหดเล็กลงเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้ตื่นตระหนก
เธอถอยหลังครึ่งก้าว แผ่นหลังพิงกำแพง เว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่าย
เขาสูงมาก สูงกว่าเธอเกินหนึ่งศีรษะ ไหล่กว้าง แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากอยู่ในดิน
เขาสวมเสื้อสีเข้ม คอตั้งขึ้นมาปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง
เหลือให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง
นั่นเป็นส่วนเดียวของเขาที่ฟางเสี่ยวหลานมองเห็นชัด
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มลึกล้ำเป็นพิเศษในแสงสลัว อีกฝ่ายไม่เอ่ยปาก
ดวงตาคู่นั้นมองเธอแวบหนึ่ง
สายตาไม่ได้คมกริบ ถึงขั้นเรียกได้ว่าไม่มีเจตนาร้าย แต่กลับทำให้รู้สึกราวกับถูกมองทะลุ
คล้ายกับว่าดวงตาคู่นั้นไม่ได้กำลังมองคน หากกำลังประเมินอะไรบางอย่างอยู่
ฟางเสี่ยวหลานถูกมองจนแผ่นหลังตึงเกร็ง สัญชาตญาณทำให้เธอถอยหลังอีกครึ่งก้าว
ฟางเสี่ยวหลานประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
อีกฝ่ายสูงกว่าเธอมาก แถมยังเป็นผู้ชาย ส่วนร่างกายของเธอก็ผอมเล็ก หากลงไม้ลงมือกันจริง ๆ เธอคงไม่มีแม้แต่โอกาสตอบโต้
ยังดีที่ตั้งแต่เขาปรากฏตัวจนถึงตอนนี้ อีกฝ่ายไม่มีท่าทีคุกคามแม้แต่น้อย กระทั่งยังไม่พูดอะไรสักคำ
เส้นประสาทที่ขึงตึงของฟางเสี่ยวหลานคลายลงไปครึ่งหนึ่ง แต่สีหน้าไม่แสดงออก ยังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งสองสบตากันอีกราวสองวินาที...หรืออาจสามวินาที
จากนั้นอีกฝ่ายก็ขยับ
เขาไม่พูด ไม่หยุดอยู่ต่อ และไม่แม้แต่จะมองเธออีกครั้ง
เขาหันหลังเดินลึกเข้าไปในตรอก
ก้าวเดินไม่กว้างนัก แต่รวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปในความมืด
ฟางเสี่ยวหลานพิงกำแพง มองไปทางนั้นแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
ไม่ได้หาเรื่อง
ดีแล้ว
เมื่อครู่เธอใช้เสียงจริงพูดออกไป เผยให้เห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิง อีกฝ่ายคงได้ยินชัดเจน
