พอเสียงกริ่งเลิกคาบแรกของช่วงบ่ายดังขึ้น หยางเหนียนเอ๋อร์ก็รีบเดินมาหาฟางเสี่ยวหลานจากด้านหลัง แล้วจิ้มแผ่นหลังเธอเบา ๆ
“ฟางเสี่ยวหลาน ฟางเสี่ยวหลาน”
ฟางเสี่ยวหลานกำลังก้มหน้าเปิดตำราเรียนภาษาอังกฤษอยู่—ที่จริงคือกำลังอ่านต้นฉบับแปลซึ่งสอดไว้ในตำรา อยากอาศัยช่วงพักระหว่างคาบเขียนเพิ่มอีกสักสองบรรทัด
พอถูกหยางเหนียนเอ๋อร์จิ้ม ดินสอก็ลากเป็นเส้นยาวบนกระดาษ
ฟางเสี่ยวหลานจนใจ หันกลับไปถาม “มีอะไรเหรอ?”
หยางเหนียนเอ๋อร์ฟุบอยู่บนโต๊ะ เอาคางเกยแขน ดวงตาเป็นประกายราวกับลูกหมาที่กำลังรออาหาร
“ฟางเสี่ยวหลาน ช่วงนี้เธอไปอ่านหนังสือที่ร้านหนังสือทุกวันเลยหรือเปล่า?”
ฟางเสี่ยวหลานชะงักไปเล็กน้อย
หยางเหนียนเอ๋อร์พูดต่อ
“ช่วงนี้เวลาเรียนเธอตอบคำถามได้หลายข้อเลยนะ คราวก่อนครูจางถามโจทย์สมการ ทั้งห้องมีเธอคนเดียวที่ทำถูก แล้วยังวิชาภาษาอังกฤษอีก สำเนียงเธอชัดยิ่งกว่าหัวหน้าห้องเสียอีก...”
เธอนับนิ้วไปด้วย ยิ่งนับก็ยิ่งตื่นเต้น “เธอไปอ่านหนังสือเสริมอะไรที่ร้านหนังสือหรือเปล่า? ร้านไหนเหรอ? พาฉันไปด้วยสิ!”
ฟางเสี่ยวหลานอ้าปาก แต่ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่รู้จะตอบอย่างไร
เธอไม่เคยไปร้านหนังสือที่ไหนเสียหน่อย
ความรู้พวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เรียนมาในชาติก่อน ไม่เกี่ยวกับร้านหนังสือแม้แต่น้อย
แต่พูดเรื่องนี้ออกไปไม่ได้
“ก็ร้านข้างโรงเรียนนั่นแหละ”
ฟางเสี่ยวหลานตอบคลุมเครือ “อยู่ติดกับสำนักพิมพ์หงซิง มีร้านเล็ก ๆ ขายหนังสืออยู่”
ดวงตาหยางเหนียนเอ๋อร์ยิ่งเป็นประกาย “งั้นเลิกเรียนแล้วพาฉันไปหน่อยนะ! ฉันอยากไปดูด้วย เผื่อจะยืมกลับมาอ่านสักสองเล่มได้”
หัวใจฟางเสี่ยวหลานกระตุกวูบ
วันนี้หลังเลิกเรียนเธอมีธุระ ยังไม่ได้จัดการเรื่องร้านตัดเสื้อ ทั้งเสื้อบุใยฝ้ายก็ยังไม่มี วันนี้ต้องไปสักเที่ยวให้ได้
“วันนี้ไม่ได้”
ฟางเสี่ยวหลานบอก “วันนี้ถึงตาฉันกลับบ้านไปทำงาน เลิกเรียนแล้วต้องรีบกลับทันที”
ประกายในดวงตาหยางเหนียนเอ๋อร์พลันดับวูบ ริมฝีปากยื่นน้อย ๆ ด้วยท่าทีผิดหวัง
“คราวก่อนเธอก็บอกคราวหน้า คราวก่อนหน้านั้นก็พูดแบบนี้...”
ฟางเสี่ยวหลานมองสีหน้าของเธอแล้วรู้สึกผิดอยู่บ้าง
หยางเหนียนเอ๋อร์เห็นเธอเป็นเพื่อนจริง ๆ
