ฟางเสี่ยวหลานเดินออกจากประตูโรงเรียนด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าเวลาปกติไม่รู้กี่เท่า
วันนี้ถึงตาเธอทำอาหาร เลี่ยงไม่พ้นอยู่แล้ว
แม้แม่ฟางจะทำงานอยู่ที่โรงงานและยังไม่เลิกงานในเวลานี้ แต่ต้องทำกับข้าวไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นพอแม่ฟางกลับมาแล้วไม่เห็นเธอ คงโดนบ่นอีกยก
ฟางเสี่ยวหลานไม่อยากปะทะกับแม่ฟางอีกแล้ว
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่ไม่มีประโยชน์
การแข็งข้อกับแม่ฟางมีแต่ทำให้ตัวเองหงุดหงิด ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือไปตกลงเรื่องเสื้อกันหนาวที่ร้านตัดเสื้อให้เรียบร้อย แล้วรีบกลับบ้านไปทำกับข้าว
มีสองเรื่อง และจะให้พลาดเรื่องไหนไม่ได้เลย
ฟางเสี่ยวหลานก้มหน้าเร่งฝีเท้า ก้าวฉับ ๆ อย่างร้อนรน
เมื่อวานเธอเดินจากโรงเรียนไปตามทางที่มุ่งสู่ร้านตัดเสื้อมาแล้วรอบหนึ่ง เส้นทางจึงจำขึ้นใจ
วันนี้ฟางเสี่ยวหลานเดินเร็วกว่าเมื่อวานเกือบครึ่ง
เมื่อวานเธอเดินไปพลางมองหาทางไปพลาง หยุด ๆ เดิน ๆ กว่าจะเจอตรอกนั้นก็เกือบยี่สิบนาที
แต่วันนี้เธอรู้เป้าหมายชัดเจน เดินไม่หยุด คาดว่าอีกสิบกว่านาทีก็น่าจะถึง
ทั้งที่เป็นเดือนพฤศจิกายน อากาศกลับอบอ้าวผิดปกติ
ฟางเสี่ยวหลานเดินไปได้พักหนึ่ง แผ่นหลังก็ชื้นเหงื่อบาง ๆ
แก้มซ้ายยังบวมอยู่ พอโดนลมก็แสบปวดไปหมด
แต่ฟางเสี่ยวหลานไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้ ในหัวเอาแต่คำนวณเวลา
แต่ถ้ากลับช้าเกินไปก็ไม่ไหว
แม่ฟางเป็นคนประเภทที่ถ้าเธอช้าไปสิบนาที ก็จะด่าได้ครึ่งชั่วโมง ถ้าช้าไปหนึ่งชั่วโมง ก็จะด่าได้ทั้งวัน
ที่สำคัญคือแม่จะซักว่าไปไหนมา ทำอะไรมา อยู่กับใคร ทุกคำถามเหมือนระเบิดลูกหนึ่ง พลาดนิดเดียวก็พร้อมระเบิด
ฟางเสี่ยวหลานเดินไปพลางสังเกตคนรอบข้างไปด้วย
เวลานี้มีคนอยู่บนถนนไม่น้อย
ฟางเสี่ยวหลานกลมกลืนไปกับฝูงชน จึงไม่สะดุดตา
แต่เธอคอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบตัวอยู่ตลอด
ฟางเสี่ยวหลานนึกถึงตอนที่เคยใช้มิติส่วนตัว แล้วก็คิดว่าตัวเองชะล่าใจเกินไป
—เก็บของและหยิบของในตลาดมืด ย้ายหีบในบ้านร้าง เก็บฟืนบนเขา—ไม่เคยมีใครจับได้ อาจเป็นเพราะเธอทำทีอำพรางไว้บ้าง
ที่ไม่เคยพลาด เป็นเพราะโชคดีหรือเปล่า?
