ฟางเสี่ยวหลานสะดุ้งตื่นเพราะความหนาว
ผ้าห่มบางราวกับกระดาษคลุมอยู่บนตัว ไม่อาจต้านลมเหนือที่พัดลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่าง ช่องประตู และรอยแยกบนกำแพงได้
ตอนฟางเสี่ยวหลานลืมตาขึ้น ฟ้ายังไม่สว่างดี บนกระดาษหน้าต่างกลับมีเกล็ดน้ำค้างแข็งบาง ๆ เกาะอยู่ชั้นหนึ่ง
ฟางเสี่ยวหลานกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น แต่ก็ไม่ช่วยอะไร
ยังคงหนาวเย็น ความเย็นไล่จากฝ่าเท้าขึ้นมาจนถึงท้ายทอย
อุณหภูมิลดฮวบเร็วเกินไป เมื่อวานยังพอทนไหว วันนี้กลับหนาวเหมือนถูกใครสาดน้ำแข็งใส่ทั้งถัง
วันนี้ต้องไปรับเสื้อผ้าบุนวมแล้ว
ยังดีที่วันนี้เป็นวันที่นัดกับร้านตัดเสื้อไว้พอดี
ฟางเสี่ยวหลานนับวันในใจกลับไปกลับมาหลายรอบ จนแน่ใจว่าไม่ผิด—ครึ่งเดือนพอดี ไม่ขาดไม่เกินสักวัน
ฟางเสี่ยวหลานหาเหตุผลออกจากบ้าน แล้วเร่งฝีเท้าไปยังร้านตัดเสื้อ
ท้องฟ้าครึ้ม เมฆสีเทาตะกั่วกดต่ำ ลมที่พัดปะทะใบหน้าบาดผิวราวกับคมมีดเล็ก ๆ
ฟางเสี่ยวหลานกระชับปกเสื้อให้แน่นขึ้นแล้วแน่นขึ้นอีก หดคอเดินอย่างรวดเร็ว
พอเลี้ยวหัวมุม ประตูไม้ที่ปิดแง้มอยู่ก็มาปรากฏตรงหน้า
ป้ายไม้เหนือกรอบประตูยังเหมือนเดิม สีที่เคลือบคำว่า “ร้านตัดเสื้อ” หลุดลอกไปเกือบหมด ต้องเพ่งดูถึงจะอ่านออก
ฟางเสี่ยวหลานเดินไปถึงหน้าประตู กำลังจะยกมือเคาะ ทว่าพอมือยกขึ้น ประตูก็เปิดจากด้านในเสียก่อน
ช่างตัดเสื้อยืนอยู่หลังประตู สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาแบบผ่าหน้าเหมือนเดิม แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นมือทั้งสองที่ข้อนิ้วเด่นชัด
เขามองฟางเสี่ยวหลาน แววตาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอชั่วขณะ แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงเบี่ยงตัวหลบให้
“เข้ามาสิ”
น้ำเสียงยังเหมือนเดิม แหบพร่าเล็กน้อย แต่ฟังดูคล่องแคล่วเด็ดขาด
ฟางเสี่ยวหลานเดินเข้าไป ในห้องอุ่นกว่าคราวก่อนเล็กน้อย มีเตาถ่านขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงมุมห้อง บนเตาวางกาต้มน้ำสังกะสีที่ถูกควันรมจนดำสนิท ไอสีขาวลอยออกมาจากปากกา
บนโต๊ะข้างจักรเย็บผ้ามีเสื้อผ้าที่ตัดเสร็จแล้ววางซ้อนกันเป็นระเบียบเรียบร้อย
สายตาของฟางเสี่ยวหลานหยุดอยู่บนกองเสื้อผ้า หินก้อนที่แขวนค้างในใจมาตลอดครึ่งเดือน ในที่สุดก็หล่นลงเสียที
