เมื่อคืนพ่อลูกคุยธุระกันเสร็จแล้ว
กลางคืนฟางเจี้ยนกั๋วนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง แต่ก็ข่มตาหลับไม่ลง
ตะเกียงน้ำมันก๊าดดับไปนานแล้ว ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ราง ๆ ที่ลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา สะท้อนบนขื่ออย่างเลือนราง
เขาลืมตา จ้องขื่อหนาเหนือศีรษะ พลางนึกถึงคำพูดของฟางเว่ยจวินเมื่อครู่นี้ซ้ำไปซ้ำมา
“พ่อ ผมอยากซื้อจักรยานสักคัน”
“เพื่อนช่วยหาตั๋วมาให้ครับ”
ฟางเจี้ยนกั๋วนึกถึงสีหน้าของลูกชายตอนพูดประโยคนั้น ดวงตาไม่กล้าสบตาเขา นิ้วมือกระดิกไม่หยุดอยู่ข้างกระเป๋ากางเกง เสียงก็ฟังดูไม่มั่นใจ ราวกับยืนอยู่บนปุยนุ่น
เขาทำงานอยู่โรงงานเครื่องจักรมาเกือบ 20 ปีแล้ว จะมีคนหนุ่มแบบไหนที่เขาไม่เคยเห็นบ้าง?
พวกหนุ่ม ๆ ในโรงงาน เวลาขี้เกียจอู้งานหรือโกหกหลอกลวง ก็มีท่าทางแบบนี้แหละ—
ไม่กล้าสบตา มือไม้ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน พูดจาติด ๆ ขัด ๆ สักประโยคให้จบยังทำไม่ได้
ฟางเว่ยจวินเป็นลูกชายของเขา เขาเลี้ยงดูมาถึง 17 ปี
ลูกชายโกหกหรือไม่ เขาดูออกได้แวบเดียว
ปัญหาคือ—ลูกชายกำลังโกหกเรื่องอะไร?
ตั๋วจักรยานใบนั้นได้มายังไงกันแน่?
“เพื่อนช่วยหามาให้” ฟังยังไงก็ไม่เข้าท่า
ต่อให้เพื่อนคนนั้นเป็นลูกชายของผู้อำนวยการกรมพาณิชย์ ก็ไม่มีทางหาตั๋วจักรยานมาให้คนอื่นได้ง่าย ๆ หรอก
ฟางเจี้ยนกั๋วรู้ดีว่าจักรยานคันหนึ่งมีความหมายแค่ไหนในยุคนี้
ตั๋วสินค้าอุตสาหกรรมก็สะสมยากอยู่แล้ว ยิ่งตั๋วจักรยานยิ่งเป็นของหายาก บางครั้งมีทั้งเงินทั้งตั๋วก็ยังแย่งซื้อไม่ได้
ของมีค่าขนาดนี้ ทำไมอีกฝ่ายถึงจะยกให้ฟางเว่ยจวินฟรี ๆ?
ยิ่งคิด ฟางเจี้ยนกั๋วก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
