สำนักงานกองฟาร์ม
หลอดไฟนีออนเสียไปหนึ่งหลอด ส่วนหลอดที่เหลือส่งเสียงหึ่ง ๆ อยู่เหนือศีรษะ แสงสว่างที่ตกกระทบบนใบหน้าเหลี่ยมของซ่งซิวอู่จึงสลับมืดสลับสว่าง
ตอนมู่เหยียนชวนผลักประตูเข้ามา ซ่งซิวอู่กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะ พลิกอ่านรายงานจากหน่วยป้องกันชายแดน
เขาไม่เงยหน้าขึ้น เพียงผงกคางไปทางเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งฝั่งตรงข้าม
“นั่งสิ”
มู่เหยียนชวนนั่งลง หลังตรงแน่ว รอให้เขาเอ่ยปาก
ซ่งซิวอู่พับรายงานวางบนโต๊ะ ก่อนพูดช้า ๆ
“เหยียนชวน ได้ยินว่านายจัดคนไปส่งข่าวที่เมืองเอกหรือ?”
มู่เหยียนชวนไม่ได้ตอบทันที
ในหัวเขาทบทวนอย่างรวดเร็ว
เรื่องติดต่อทางเมืองเอกให้เสี่ยวจ้าวไปจัดการ ใช้สายลับของกองพัน ตามระเบียบแล้วข่าวไม่ควรไปถึงหูผู้บังคับกองพัน
เว้นเสียแต่ว่า...คนที่ติดต่อเป็นฝ่ายส่งข่าวกลับมาเอง หรือไม่ก็ผู้บังคับกองพันจับตาเขาอยู่
เห็นเขาเงียบ ซ่งซิวอู่ก็ไม่ได้เร่งรัดซักถาม เพียงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“นายให้คนที่จุดติดต่อส่งข่าวถึงใคร?”
มู่เหยียนชวนเงียบไปสองวินาที “หลิงเยว่”
“หลิงเยว่?”
คิ้วของซ่งซิวอู่ขยับเล็กน้อย “เขาไปเมืองเอก แล้วนายส่งข่าวไปที่นั่น...นายไม่ไว้ใจเขาหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจครับ”
มู่เหยียนชวนตอบ
“เขาสืบเรื่องนี้มาตามลำพังห้าปี มุ่งหน้าไปเรื่อยโดยไม่มองทาง อาจเดินเข้าทางตันได้ง่าย
ผมให้คนที่เมืองเอกคอยช่วยเหลือเขา เผื่อเขาสืบเจอสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง อย่างน้อยก็ยังมีทางถอย”
ซ่งซิวอู่จ้องเขาอยู่หลายวินาที ก่อนหัวเราะหึออกมาทางจมูก เสียงหัวเราะเจือแววเข้าใจอยู่เล็กน้อย
“นายไม่ได้ส่งคนไปช่วยเขา แต่นายกำลังสืบเรื่องหญิงปัญญาชนแซ่โจวคนนั้นอยู่ใช่ไหม?”
รูม่านตาของมู่เหยียนชวนหดลงเล็กน้อย
ซ่งซิวอู่หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาหมุนเล่นระหว่างนิ้ว น้ำเสียงขรึมลง
“ทางเขาไฉ่ซานเกิดเรื่อง หน่วยป้องกันชายแดนถูกลอบโจมตี อาวุธถูกชิงไป
ทางนายมีเจ้าหน้าที่จัดซื้อคนหนึ่งทำยอดเกินเป้า แต่ไม่รู้ว่าเอาสินค้ามาจากไหน ส่วนอุปกรณ์ที่หลิงเยว่กำลังตามรอยก็ตรงกับเส้นทางลักลอบค้าของทางเขาไฉ่ซาน...
นายกำลังสงสัยว่าเรื่องทั้งสามเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า”
“ใช่ครับ” มู่เหยียนชวนไม่ปฏิเสธ
ซ่งซิวอู่เคาะนิ้วลงบนโต๊ะช้า ๆ สองครั้ง
