ตรอกแห่งนี้ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ล้อรถเข็นไม้บดผ่านพื้น ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่ขาดสาย
ฟางเว่ยจวินลากรถอยู่ข้างหน้า ก้าวยาวเสียจนชายเสื้อแจ็กเก็ตผ้าสีเทาสะบัดไปมาตามแรงลม
ฟางเสี่ยวชิงเดินตามอยู่ข้าง ๆ ปากแทบไม่หยุดพูด จ้อไม่ขาดสาย
“พี่รอง วันนี้นึกยังไงถึงได้ขึ้นเขากับพวกเราล่ะ? ครั้งก่อนที่พี่ออกไปกับพวกเรา น่าจะเป็นตอนซื้อของฉลองปีใหม่เมื่อปีก่อนใช่ไหม?”
ฟางเว่ยจวินไม่ตอบ สายตามองตรงไปข้างหน้า ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ฟางเสี่ยวชิงไม่ถือสา ยังคงพูดต่อ
“พี่ลากรถไหวหรือเปล่า? เดี๋ยวลากไม่ไหวขึ้นมา พวกเราต้องช่วยเข็นอีกนะ”
คราวนี้ฟางเว่ยจวินเหลือบมองเธอ น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ทำไมพูดมากขนาดนี้?”
ฟางเสี่ยวชิงทำปากยื่น แต่เงียบได้ไม่ถึงสองวินาทีก็พูดขึ้นอีก
“ก็ฉันสงสัยนี่นา ปกติพี่ก็ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนก็นอนอยู่บ้าน วันนี้จู่ ๆ ก็บอกว่าจะช่วยเข็นรถ หรือพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว?”
พี่สามฟางเว่ยหงเดินรั้งท้าย สะพายตะกร้าไว้บนหลัง ไม่พูดอะไรเลย
สายตาของเธอหยุดอยู่บนแผ่นหลังฟางเว่ยจวินครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนหนีไป
ฟางเสี่ยวหลานเดินอยู่ข้างฟางเว่ยหงเช่นกัน เธอไม่พูดอะไร
เธอก้มมองทางเบื้องหน้า ในหัวกลับคิดถึงเรื่องอื่น
วันนี้ขึ้นเขา เธอต้องหาโอกาสแยกตัวออกไป
ขณะที่ฟางเสี่ยวหลานกำลังคิด ฟางเว่ยจวินที่เดินอยู่ข้างหน้าก็หยุดกึก
เขาวางเชือกรถเข็นลงกับพื้นแล้วหันกลับมา สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย คล้ายมีอะไรอยากพูดแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
ฟางเสี่ยวชิงชะงักไป “พี่รอง? มีอะไรเหรอ?”
ฟางเว่ยจวินเกาท้ายทอยแล้วเอ่ยขึ้น
“จู่ ๆ ฉันก็นึกได้ว่าวันนี้เพื่อนมีธุระจะคุยด้วย”
ฟางเสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “เพื่อนเหรอ? เรื่องอะไร? พี่ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นเขากับพวกเราเหรอ?”
“เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้”
เสียงของพี่รองฟางเว่ยจวินฟังดูคลุมเครือ สายตาเหลือบไปทางด้านข้าง “ค่อนข้างด่วน ฉันต้องรีบไปแล้ว”
ฟางเสี่ยวชิงร้อนใจ “พี่รอง! แบบนี้ไม่เรียกว่าเบี้ยวนัดพวกเราเหรอ? ตกลงกันแล้วว่าจะช่วยเข็นรถ นี่ยังเดินไปไม่ถึงครึ่งทางเลยนะ!”
ฟางเว่ยจวินไม่สนใจเธอ ล้วงของชิ้นหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้ฟางเว่ยหง
