บ่ายวันที่ฟางเว่ยจวินถูกพาตัวไป แม่ฟาง หลี่ซูเฟิน ก็ถูกเรียกตัวกลับมาจากร้านขายของชำ
ไม่ใช่การขอลา แต่เป็น “การแจ้งให้ทราบ”
หัวหน้าร้านขายของชำเรียกเธอเข้าไปในห้องทำงาน สีหน้าแสดงความสุภาพตามหน้าที่ ทว่าภายใต้ความสุภาพนั้นซ่อนอะไรไว้ หลี่ซูเฟินใช้ชีวิตมาสี่สิบกว่าปี ย่อมสัมผัสได้
“สหายหลี่ซูเฟิน คณะกรรมการปฏิวัติชุมชนส่งหนังสือแจ้งมา ลูกชายของคุณ ฟางเว่ยจวิน ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรและค้าขายผิดกฎหมาย ตอนนี้กำลังถูกสอบสวน
ตามระเบียบของผู้บังคับบัญชา ระหว่างที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ จะให้เสี่ยวหวังมาทำหน้าที่แทนคุณชั่วคราว ส่งบัตรประจำตัวพนักงานกับกุญแจมา แล้วกลับบ้านไปรอฟังข่าว”
หลี่ซูเฟินยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานที่สีหลุดลอก รู้สึกเหมือนกระดูกทั้งร่างถูกใครดึงออกไป
เธออ้าปากอยู่หลายครั้ง อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ในลำคอกลับมีเพียงเสียงอึกอักแผ่วเบาหลุดออกมา
“หัวหน้า เว่ยจวินเป็นเด็กซื่อ ๆ เขาต้องถูกใส่ร้ายแน่ ๆ ให้ฉันทำงานต่อไปก่อนเถอะ ฉันรับรองว่าจะไม่กระทบงาน...”
“สหายหลี่ซูเฟิน”
หัวหน้าร้านพูดขัด น้ำเสียงเจือความไม่พอใจขึ้นมาหลายส่วน
“นี่เป็นระเบียบ ไม่ใช่ว่าฉันไร้เหตุผล แต่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน ช่วยให้ความร่วมมือ อย่าทำให้ฉันลำบากใจ”
หลี่ซูเฟินล้วงบัตรประจำตัวพนักงานออกจากกระเป๋า นิ้วมือสั่นเทาจนสมุดเล่มเล็กปกพลาสติกสีแดงพลิกไปมาอยู่ในมือหลายครั้ง กว่าจะวางลงบนโต๊ะได้
จากนั้นเธอปลดพวงกุญแจที่เอวออก รูดทีละดอกแล้ววางไว้ข้างบัตรพนักงาน
ตอนเดินออกจากร้านขายของชำ ตาเฒ่าจางที่ปกติขายซีอิ๊วอยู่ข้าง ๆ เธอกำลังก้มหน้ากวาดพื้น ไม้กวาดหยุดลงตรงข้างเท้าเธอ ก่อนจะเลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
ตาเฒ่าจางไม่ได้เงยหน้ามองเธอ
หลี่ซูเฟินยืนอยู่หน้าร้านครู่หนึ่ง
ผู้คนเดินผ่านไปมาบนถนน บางคนจำเธอได้ ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แล้วก็เร่งฝีเท้าเดินจากไป
ป้าคนหนึ่งที่ปกติทักทายเธอ พอเห็นเธอจากไกล ๆ ก็เลี้ยวอ้อมไปอีกฝั่งถนน
หลี่ซูเฟินก้มหน้า รีบเดินกลับบ้าน
เมื่อมาถึงปากซอยถนนหงฉี ป้าหวังกับยายหลิวที่นั่งอยู่ใต้ต้นไหวเก่าเงียบเสียงลงพร้อมกัน
