เช้าวันเสาร์ คาบคณิตศาสตร์
จางเต๋อหมิงเดินเข้าห้องเรียนมาโดยไม่มีแผนการสอนหนีบอยู่ใต้รักแร้ และไม่ได้ถือหนังสือเรียนมาด้วย
เขายืนมือเปล่าอยู่บนแท่นสอน กวาดตามองไปรอบห้องอย่างช้า ๆ
ห้องเรียนเงียบลง
นักเรียนหลายคนที่กำลังกระซิบกระซาบกันหยุดพูด แม้แต่ท่าพลิกหนังสือเรียนก็ชะงักไป
“ก่อนเริ่มเรียน ครูมีเรื่องหนึ่งจะพูดก่อน”
เสียงของจางเต๋อหมิงไม่ดังนัก แต่ทุกถ้อยคำกลับตกลงกลางห้องเรียนอันเงียบสงัดอย่างหนักแน่น ราวกับก้อนหินจมลงสู่ก้นน้ำ
“มีคนมาบอกครูว่า ในห้องเรามีนักเรียนบางคนมีพฤติกรรมน่าสงสัย เลิกเรียนแล้วไม่กลับบ้านตรงเวลา แถมยังไปสถานที่เปลี่ยวอยู่บ่อย ๆ”
ห้องเรียนเงียบจนได้ยินเสียงลมเหนือพัดผ่านสนามนอกหน้าต่าง หวีดหวิวครวญคราง
ฟางเสี่ยวหลานนั่งอยู่ตรงที่ชิดกำแพง นิ้วแตะขอบหนังสือเรียนเบา ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าหัวใจกลับเต้นเร็วกว่าปกติอยู่หลายจังหวะ
หลินหงเหมยนั่งอยู่แถวสาม แผ่นหลังตั้งตรง สายตาจับจ้องไปยังแท่นสอน มุมปากเม้มเล็กน้อย สีหน้าไม่แสดงความผิดปกติใด ๆ—
แต่หากใครสังเกตให้ดี จะเห็นว่ามือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนตักกำแน่นจนบิดประสานกัน
“ครูใช้เวลาหลายวันตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ”
เสียงของจางเต๋อหมิงยังคงราบเรียบหนักแน่น แต่ในน้ำเสียงมีบางอย่างที่ไม่เคยมีตอนสอนตามปกติ—ไม่ใช่ความเข้มงวด หากเป็นความจริงจัง
“ครูเรียกนักเรียนที่แจ้งเรื่องมาสอบถามข้อมูล แล้วก็สอบถามนักเรียนหลายคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
