ฟางเสี่ยวหลานกลับไปนั่งที่โต๊ะ เปิดหนังสือเรียนภาษาอังกฤษไปยังหน้าที่จะเรียนวันนี้ นิ้วกดอยู่ตรงมุมหน้ากระดาษ แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบเล็กน้อย
คำพูดของเธอมีทั้งจริงและเท็จ ส่วนที่เป็นความจริงตรวจสอบได้ ส่วนที่เป็นเรื่องเท็จก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้—
เธอไปสถานีรับซื้อของเก่าจริง ซื้อหนังสือกลับมาจริง สำนักพิมพ์ร่วมงานกับเธอจริง และผู้อำนวยการเจิ้งก็มีตัวตนจริง
มีเพียงเรื่อง “ถูกคนสะกดรอยตาม” เท่านั้นที่เธอจงใจหย่อนเบ็ดเอาไว้
เธอไม่รู้ว่าครูจางจะไปตรวจสอบหรือไม่ แต่รู้ว่าหากเขาไปตรวจสอบ เรื่องที่หลินหงเหมยปรากฏตัวในสถานที่ซึ่งเธอเคยไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ปิดไม่มิด
นักเรียนดีเด่นคนหนึ่ง ทำไมถึง “บังเอิญ” เห็นอยู่เรื่อยว่าเพื่อนร่วมชั้นไปที่ไหน?
เรื่องแบบนี้ชวนให้คิดยิ่งกว่าเรื่อง “ผลการเรียนดีขึ้นอย่างกะทันหัน” เสียอีก
ฟางเสี่ยวหลานผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ แล้วพลิกหนังสือไปหน้าถัดไป
หลายวันหลังจากนั้น ทุกอย่างผ่านไปอย่างสงบกว่าที่คิด
ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ ไม่มีใครเรียกเธอไปคุยเป็นครั้งที่สอง แม้แต่ความถี่ที่ครูจางเรียกเธอตอบคำถามในชั้นเรียนก็ยังเหมือนทุกวัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่าปกติ
แต่ใต้ความสงบนี้กลับมีคลื่นใต้น้ำ ฟางเสี่ยวหลานสังเกตเห็นเรื่องอยู่หลายอย่าง
เรื่องแรก บ่ายวันอังคารในคาบศึกษาด้วยตนเอง ครูจางเรียกฟางเสี่ยวชิงไปที่ห้องพักครู
ตอนฟางเสี่ยวชิงกลับมา สีหน้าดูงุนงง เพื่อนในห้องถามว่า “ครูจางเรียกไปทำอะไร” เธอก็เกาหัวแล้วตอบว่า “ไม่ได้ทำอะไร แค่ถามว่าช่วงนี้เรียนเป็นยังไง กินข้าวที่โรงอาหารเป็นยังไงบ้าง”
ฟางเสี่ยวหลานไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่ในใจพอจะเข้าใจแล้ว—ครูจางไม่ได้ถามตรง ๆ ว่า “พี่สาวเธอไปไหนมา” แต่ใช้วิธีอ้อมค้อมหยั่งเชิงแทน
เรื่องที่สอง ตอนเที่ยงวันพุธ ฟางเว่ยหง พี่สาวคนที่สามซึ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีสาม ถูกครูจางเรียกไปคุยสองสามคำที่โรงอาหาร
ที่ฟางเสี่ยวหลานรู้เรื่องนี้ก็เพราะพี่สามเล่าว่า ครูจางซึ่งเป็นครูประจำชั้นของเธอกับฟางเสี่ยวชิงถามถึงเรื่องการเรียนที่บ้าน ฟางเสี่ยวหลานได้ยินก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
