ทานฉือเล่าว่า “ตอนนั้นเธอได้ยินฉันพูดว่าไม่อยากตาย ทั้งที่ฝ่ามือถูกกิ่งไม้มีหนามแทงทะลุ เธอก็ยังไม่สนใจ ราวกับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ฝืนดึงมือขวาที่ยังขยับได้ออกจากกิ่งไม้ แล้วล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง โทรหาพี่สาวของฉันให้ จากนั้นก็โยนโทรศัพท์มาให้ฉัน”
สายตาของอู๋อินตกลงบนโทรศัพท์
แม้จะเป็นรุ่นที่ฮิตเมื่อหลายปีก่อน แต่โทรศัพท์เครื่องนี้กลับดูใหม่เอี่ยม
“ประโยคสุดท้ายที่เธอพูดกับฉันคือ……”
“ขอร้องล่ะ ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีนะ”
อู๋อินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตอนนี้เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
คำพูดของทานฉือทำให้หัวใจเธอบีบรัดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” อู๋อินถาม “แล้วเธอล่ะ? ทำไมโทรศัพท์ของเธอถึงยังอยู่กับนายจนถึงตอนนี้?”
“เธอเหรอ? เรื่องนี้ฉันเองก็สงสัยมาหลายปีแล้ว” ทานฉืออดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น
“หลังจากเธอยื่นโทรศัพท์ให้ฉัน ระหว่างที่ฉันคุยโทรศัพท์กับพี่สาว ฉันเห็นกับตาว่าร่างของเธอค่อย ๆ เลือนรางลง แล้วก็หายไปต่อหน้าฉัน”
“ฉันคิดเรื่องภาพที่เห็นอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ ถึงกับเคยคิดว่าตัวเองบาดเจ็บหนักจนเห็นภาพหลอน เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนที่สมองฉันจินตนาการขึ้นมาเพื่อให้ฉันมีกำลังใจมีชีวิตต่อ”
“หลังจากนั้นฉันเล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวกับเว่ยซินฟัง ทั้งสองคนก็ยืนกรานว่าเป็นภาพหลอนของฉันแน่นอน”
“ถึงจะมีโทรศัพท์เป็นหลักฐาน ทั้งสองคนก็ยังคิดว่าโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นของคนอื่นที่ทำตกลงมาจากภูเขาแล้วบังเอิญตกอยู่ข้างตัวฉัน ส่วนเรื่องที่ฉันเล่าก็เป็นสิ่งที่ฉันจินตนาการขึ้นมาเอง”
