จีฝูแต่งงานได้รวดเร็วอย่างยิ่ง
วันแรก นางไปหาสื่อแม่สื่อเพื่อหาบุรุษที่ยอมแต่งเข้าตระกูล
วันที่สองก็ไปดูตัว แล้วถูกใจอีกฝ่ายเข้า
วันที่สามก็ไปจดทะเบียนสมรสที่ว่าการ
เพราะตระกูลฟู่เพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน จึงไม่มีญาติมิตรสักเท่าไร ส่วนจีฝูก็ไร้ญาติขาดมิตร งานเลี้ยงจึงจัดขึ้นอย่างเร่งรีบเพียงสองโต๊ะ เชิญทั้งเพื่อนบ้านละแวกนั้นและคนในคณะงิ้วที่จีฝูเคยติดต่อด้วยมาร่วมงาน
แน่นอนว่าเงินสินสอดที่นางได้รับก็มีไม่มาก
ยามดึก แขกเหรื่อทยอยกลับกันหมดแล้ว
จีฝูสวมชุดแต่งงานสีเขียว มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ พลางนับเงินสินสอดที่ได้รับ เพื่อจะได้รู้ว่าในภายหน้าควรตอบแทนน้ำใจผู้อื่นอย่างไร
ฟู่ปู้ฉีนั่งเรียบร้อยอยู่ฝั่งตรงข้าม เงียบเชียบไม่พูดมาก เอาแต่เคี้ยวขนมฝูหรงซูที่จีฝูซื้อให้ช้า ๆ ตามลำพัง
จีฝูกล่าวว่า “บิดาของเจ้าซื่อสัตย์จริง ๆ ข้าทำตามธรรมเนียม ส่งของหมั้นไปให้เขา แต่เขากลับไม่ยอมรับ ดูท่าภายหน้าเราคงต้องกลับไปเยี่ยมพวกเขาบ่อย ๆ จะได้กตัญญูให้มากหน่อย”
ฟู่ปู้ฉีขานรับว่า “อืม” แล้วกัดขนมอีกคำ
ก่อนหน้านี้ แม่สื่อหวังยังบอกว่าบุตรชายคนโตของตระกูลฟู่เป็นใบ้ ต่อมาบัณฑิตฟู่จึงอธิบายว่า บุตรชายคนโตของเขาไม่ได้เป็นใบ้ เพียงแต่มีนิสัยเก็บตัว ไม่ค่อยเอ่ยปากพูดกับผู้คน ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงถูกเล่าลือว่าเป็นใบ้ไปได้
จีฝูนับบัญชีเสร็จแล้วจึงเงยหน้าขึ้น
บุรุษหนุ่มในชุดมงคลสีแดงสดนั่งอยู่ใต้แสงโคม เนื้อผ้าสว่างไสวราวเปลวเพลิง ผมยาวรวบไว้อย่างเรียบร้อย ยิ่งขับให้ใบหน้าซีดเซียวราวคนป่วยมีสีแดงระเรื่อขึ้นบาง ๆ
เขาหลุบตาลง ขนตายาวทอดเงานุ่มนวลลงมาเป็นผืนเล็ก ๆ มุมปากมีรอยยิ้มอ่อนโยนแฝงอยู่ เงียบสงบ ไม่เอ่ยวาจา
ดูราวกับสัตว์น้อยเชื่อง ๆ ที่กำลังกินอาหาร
คนโบราณกล่าวว่า ยิ่งมองคนงามใต้แสงโคม ก็ยิ่งเห็นว่างามขึ้นเรื่อย ๆ
จีฝูกระแอมเบา ๆ “วันนี้ยุ่งมาทั้งวัน เจ้าเองก็คงเหนื่อยแล้วกระมัง? เราไปชำระกายแล้วเข้านอนกันเถิด”
ฟู่ปู้ฉียิ้ม “ได้”
จีฝูไปล้างหน้าล้างตาก่อน จากนั้นฟู่ปู้ฉีจึงไปอาบน้ำ
นางนอนอยู่บนเตียง พลางกำผ้าห่มแน่นอย่างลังเล
การแต่งงานกับฟู่ปู้ฉีเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ทั้งสองไม่มีพื้นฐานความรักต่อกันเลย ที่แต่งงานกันก็เพราะสถานการณ์บีบบังคับ อีกทั้งนางถูกใจใบหน้าของเขา จึงตัดสินใจแต่งงานด้วย
ในหัวของจีฝูมีเรื่องราวสับสนวุ่นวายผุดขึ้นมากมาย ขณะนั้นเอง ฟู่ปู้ฉีอาบน้ำเสร็จ เปิดม่านแล้วเดินเข้ามา
บนร่างเขาสวมเพียงเสื้อตัวในสีขาวหลวม ๆ เนื้อผ้าบางเบานุ่มนวล ทิ้งตัวคล้อยอยู่บนไหล่อย่างหลวม ๆ
หลังอาบน้ำ ใบหน้าซีดขาวของเขาแต้มสีแดงระเรื่อ คิ้วตาดูอ่อนโยน รูปร่างผอมเพรียวที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าขาวเรียบยิ่งเผยความเกียจคร้านอันเป็นเอกลักษณ์ของวัยหนุ่มออกมา
จีฝูกลืนน้ำลาย
เมื่อเขาเดินมาใกล้เตียงได้สองก้าวก็หยุดนิ่ง
จีฝูถามเขา “เป็นอะไรไป?”
เขาหลุบตาลงแล้วกล่าวว่า “เจ้านอนอยู่บนเตียง”
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เขาดูเหมือนไม่รู้ว่าสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันต้องนอนเตียงเดียวกัน
คงอ่านหนังสือจนสมองทึบกระมัง
จีฝูลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วเหลือบมองบุรุษหนุ่มรูปร่างงดงาม ก่อนตบเตียงเบา ๆ “มานี่สิ”
ฟู่ปู้ฉีเชื่อฟัง เดินเข้ามานั่งบนเตียง
จีฝูได้กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ลอยมาจากร่างของเขาหลังอาบน้ำ
จู่ ๆ นางก็คิดว่า ในเมื่อแต่งงานกับเขาแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน จะมัวเหนียมอายไปทำไมกัน?
นางจึงโถมตัวใส่เขาอย่างฉับพลันจนล้มลงบนเตียง
แผ่นหลังของฟู่ปู้ฉีจมลงในฟูกนุ่ม เส้นผมดำสนิทแผ่กระจายเต็มหมอน
ดวงตาคู่นั้นดำขลับชุ่มฉ่ำ เขามองจีฝูที่คร่อมอยู่บนร่างอย่างเงียบ ๆ คงไม่เข้าใจว่านางคิดจะทำอะไร
จีฝูสงสัยว่าตอนบัณฑิตฟู่ส่งบุตรชายมาแต่งงาน เขาไม่ได้มอบตำราภาพสอนร่วมอภิรมย์ให้ลูกชายศึกษาเลยหรืออย่างไร
แต่โชคดีที่ความรู้ทางทฤษฎีของนางแน่นพอ
นางกระแอมแล้วกล่าวว่า “เราแต่งงานกันแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องเข้าหอ”
ฟู่ปู้ฉีเอียงศีรษะเล็กน้อย “เข้าหอ?”
จีฝูคิดในใจว่า ฉันอายุมากกว่าเขา จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ไม่เห็นน่าอายตรงไหน
นางรวบรวมความกล้า ก้มหน้าลงจูบมุมปากของเขาเบา ๆ
สัมผัสเย็นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกรังเกียจ
จุมพิตหยั่งเชิงนี้แตะเพียงครู่เดียวก็ผละออก
นางถามทั้งใบหูแดงก่ำ “เจ้าไม่ชอบแบบนี้หรือ?”
ฟู่ปู้ฉีแตะมุมปากตนเอง แล้วส่ายหน้าอย่างซื่อตรง “ก็ไม่ได้ไม่ชอบ”
แต่ก็พูดไม่ได้ว่าชอบมากนัก
เขาถามว่า “นี่คือการเข้าหอหรือ?”
นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเองนะ!
จีฝูถูกความไร้เดียงสาของเขาทำให้หัวเราะออกมา “ยังไม่ใช่หรอก สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าเข้าหอ เจ้าช่วยให้ความร่วมมือดี ๆ ได้หรือไม่?”
เขาไม่เคยรังเกียจสิ่งแปลกใหม่ จึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ได้”
จีฝูกลั้นความกระดากอาย ถอดเสื้อผ้าของตนออก เหลือไว้เพียงเอี๊ยมตัวเดียว
ดวงตาคู่นั้นยังคงสงบนิ่งไร้คลื่นราวเดิม ราวกับคนสวมเสื้อผ้ากับคนไม่สวมเสื้อผ้าไม่ต่างกัน
ผู้คนกล่าวว่าจีฝูงดงามมาโดยตลอด นางเองก็คิดว่าตนหน้าตาดีไม่น้อย แต่พอเห็นเขาไม่ไหวติง นางก็รู้สึกเสียความมั่นใจอยู่บ้าง
นางกัดฟัน แล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าของเขาบ้าง
เมื่อมือของจีฝูแตะลงบนแผงอกเขา ฟู่ปู้ฉีก็เริ่มกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
แต่จีฝูก็ยังคงยั่วยวนไม่หยุด
ความกระอักกระอ่วนของเขาจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำในทะเลสาบ ในที่สุดก็เกิดระลอกคลื่นแปลกตาขึ้นมา
จากนั้นดอกไม้ตูมก็ผลิบาน รับเอาชีวิตชีวาแห่งวสันต์เข้ามา
ฟู่ปู้ฉีแหงนลำคอขึ้นเล็กน้อย ลูกกระเดือกขยับ ลมหายใจเริ่มรวน เมื่อมองนางอีกครั้ง ดวงตาดำสนิทก็ฉ่ำวาวพร่างพราย
จีฝูก้มลงจูบเขาอีกครั้ง
นิ้วมือของเขาขยับเล็กน้อย ในที่สุดก็อดยกมือขึ้นไม่ได้ วางลงบนเอวของนางเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนียนลื่น
มือคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจจะหยุดอยู่แค่เอวของนาง ค่อย ๆ เลื่อนสูงขึ้น จนปลายนิ้วเกี่ยวสายผูกเอี๊ยม
เขาทำตามสัญชาตญาณ ราวกับรู้ได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสอน แล้วดึงเบา ๆ
จากนั้นเขาก็ยิ่งเพลิดเพลินขึ้นเรื่อย ๆ
ที่แท้การเข้าหอก็เป็นเช่นนี้เอง
น่าสนใจกว่าขนมที่นางซื้อให้เสียอีก
ม่านเตียงร่วงลง ปิดบังทิวทัศน์แห่งวสันต์ไว้มากขึ้น
เทียนมงคลแตกเสียงเปรี๊ยะอยู่หลายครั้ง กว่าจะมอดดับลงในยามรุ่งสาง ทิ้งหยดน้ำตาเทียนที่ไหม้แล้วไว้เต็มพื้น
วันที่สองหลังแต่งงาน จีฝูขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่อยากลุกจากเตียงเลยแม้แต่น้อย
ฟู่ปู้ฉีเป็นคนเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอันยับยู่ยี่ ทั้งยังเป็นคนเช็ดตัวให้นางด้วย
สมกับเป็นคนหนุ่มจริง ๆ เรี่ยวแรงเหลือเฟือยิ่งนัก
นางเพิ่งได้นอนหลับอย่างสบายตัวเอาตอนฟ้าใกล้สาง ยามเช้าตรู่จึงลุกไม่ไหวเป็นธรรมดา
กระทั่งรู้สึกหิว นางถึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นตอนใกล้เที่ยง แล้วเผลอยกมือขึ้นขยี้ตา พอสายตากลับมาชัดเจน ก็ต้องเผชิญกับความหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เสียจนตั้งตัวไม่ทัน
บุรุษหนุ่มยังไม่ตื่น ขนตายาวห้อยลงเบา ๆ ราวปีกผีเสื้อ ใบหน้าขาวผอมเพรียวอยู่ใกล้นางมาก คิ้วตาอ่อนโยนสงบนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ
แสงยามเช้าส่องผ่านกรอบหน้าต่าง ทาบลงบนใบหน้าของเขาอย่างนุ่มนวล ยิ่งขับให้ใบหน้านั้นหล่อเหลาหมดจด
จีฝูจ้องมองอย่างเหม่อลอย แม้แต่ลมหายใจก็ยังเผลอผ่อนให้เบาลง
ไม่นานนัก เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นจีฝูกำลังจ้องมองตนอยู่ก็ไม่แปลกใจ ดวงตาดำสนิทโค้งขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบา
จีฝูถึงกับสงสัยว่าเขาไม่ได้หลับเลยหรือเปล่า เพียงนางตื่นขึ้นมา เขาก็ “ตื่น” ตามขึ้นมาพอดี
ทั้งรอยยิ้มและเวลาตื่นนอนของเขา ดูราวกับจงใจเลียนแบบนางอย่างไรอย่างนั้น
ได้ยินว่าเขาไม่ค่อยออกจากบ้าน พบปะผู้คนน้อยเกินไป ถึงได้เป็นเช่นนี้กระมัง
จีฝูกล่าวว่า “อรุณสวัสดิ์”
เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าเล็กน้อย นางจึงกระแอมเบา ๆ ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นมา
แต่ฟู่ปู้ฉีกลับดูไม่รู้จักความเขินอาย เขาถามอย่างไร้เดียงสาว่า “เจ้าพักผ่อนพอแล้ว เรายังเข้าหอกันได้หรือไม่?”
จีฝูรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าเขาทันที เหลือไว้เพียงดวงตาดำสนิทบริสุทธิ์ผุดผ่องคู่นั้นที่จ้องนางไม่กะพริบ
นางทำเสียงแข็งกลบเกลื่อนว่า “ร่วมอภิรมย์กลางวันแสก ๆ ไม่ได้ ลุกขึ้น!”
