หลินโห่วเฉียงเรียกลูกสาวออกมา พอบอกเรื่องให้แต่งงานแทน หลินซิงเวยจึงเลิกงอแง แล้วแกล้งหนีออกจากบ้านตามแผนของพ่อ
วันรุ่งขึ้น หลินโห่วเฉียงให้จางเสวี่ยเหมยพาหลินซิงเหยาไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้าง
จางเสวี่ยเหมยยอมจ่ายให้ลูกสาวตัวเอง แต่กับคนอื่นขี้เหนียวสุด ๆ เสื้อผ้าที่ซื้อให้หลินซิงเหยาล้วนเป็นของตลาดกลางคืน เกรดถูก ๆ แถมเลือกแต่ของลดราคา ดูเหมือนซื้อมาเยอะหิ้วพะรุงพะรัง ที่จริงเงินรวมกันไม่เท่าไหร่
หลินซิงเหยาเงียบกริบ ดูซื่อ ๆ พอใส่เสื้อผ้าใหม่ราคาถูก ก็ยังทำหน้าเซอร์ไพรส์ดีใจ ยิ่งทำให้จางเสวี่ยเหมยดูถูกมากขึ้น คิดในใจว่า สมเป็นเด็กบ้านนอกไม่เคยเห็นโลก หลอกง่ายจริง
ซื้อของเสร็จ กลับถึงบ้านก็เห็นหลินโห่วเฉียงนั่งถอนหายใจอยู่บนโซฟา ทำท่าเหมือนกำลังลำบาก
จางเสวี่ยเหมยรีบเข้าไปถามว่า "สามีเป็นอะไรไป มีปัญหาเรื่องธุรกิจเหรอ"
หลินโห่วเฉียงว่า "ตระกูลจวินส่งคนมาจ้ะ บอกให้แต่งลูกสาวเข้าบ้านภายในสามวัน ไม่งั้นบีบให้บริษัทเราล้มละลาย"
เขาเหลือบมองหลินซิงเหยา จงใจพูดเสียงดังว่า "ตระกูลจวินเกินไปจริง ๆ เลย อาศัยเป็นตระกูลใหญ่ร่ำรวยบังคับให้เวยเวยของเราหมั้นด้วย เวยเวยหนีออกจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืนเรื่องนี้เลย พ่อหาทั้งวันก็ไม่เจอ เฮ้อ แล้วจะให้พ่อไปบอกตระกูลจวินยังไงดีล่ะ"
จางเสวี่ยเหมยก็เล่นละครตามสามีว่า "ตระกูลจวินเราล่วงเกินไม่ได้นะคะ แต่เวยเวยก็หาไม่เจอ ถ้าสามวันยังส่งตัวไม่ได้ อย่าว่าแต่ทรัพย์สินเลย แค่ชีวิตเราสองสามีภรรยาก็คงไม่รอด"
เห็นหลินซิงเหยายังไร้ปฏิกิริยา จางเสวี่ยเหมยแอบสบถว่า ไอ้โง่
ทันใดนั้นหลินโห่วเฉียงก็คว้ามือหลินซิงเหยาแล้วอ้อนวอนว่า "เหยาเหยา อาชากับอาสะใภ้ดีกับหนูมาตลอด หนูจะเห็นพวกเราตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้นะ"
หลินซิงเหยาพูดซื่อ ๆ ว่า "แตะ แตะหนูก็ไม่รู้ว่าพี่ลูกพี่น้องไปไหน ถ้าไง หนูช่วยออกไปหาดีไหม"
หลินโห่วเฉียงแทบจะโกรธตายเพราะความโง่ของนาง คิดว่า ใครให้แกไปหาหลินซิงเวยเล่า แกพูดเองไม่ได้หรือไงว่าจะแต่งแทน
แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังชักจูงต่อไปว่า "ตระกูลจวินน่ะเป็นตระกูลใหญ่ระดับสูงสุด แต่งเข้าไปแล้วมั่งคั่งร่ำรวยไม่รู้จบ ดีกว่าการแต่งกับผู้ชายบ้านธรรมดาที่ต้องตรากตรำเพื่อปากท้องเป็นร้อยเท่า เหยาเหยา หนูว่าอาอ้วนพูดถูกไหม"
หลินซิงเหยาพยักหน้าตามง่าย ๆ ว่า "ถูกค่ะ"
หลินโห่วเฉียงถึงได้ยิ้มออก "ถ้างั้น..."
"ถ้างั้น พี่ลูกพี่น้องจะหนีการแต่งงานทำไมกัน อาชา อาชาต้องการให้หนูช่วยเกลี้ยกล่อมพี่เขาเหรอ" หลินซิงเหยาตอบอย่างตั้งใจว่า "ค่ะ หนูรู้แล้ว พอหาเจอพี่เขา หนูจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้"
หลินโห่วเฉียงโมโหจนแทบกระอักเลือด ยัยนี่เป็นตุ๊กตาไม้หรือไง ทำไมถึงไม่เข้าใจภาษา
จางเสวี่ยเหมยผลักหลินโห่วเฉียงออก แล้วพูดตรงไปตรงมาว่า "อาไม่ได้ให้หนูหาพี่เขา แต่จะให้หนูแต่งเข้าตระกูลจวินแทน หนูเสียเวลาไปตั้งสิบปี ไม่ได้เรียน ทั้งยังหางานดี ๆ ไม่ได้ แทนที่ชีวิตต่อไปจะลำบาก สู้แต่งเข้าตระกูลใหญ่ร่ำรวยไม่ดีกว่าหรือ นี่เป็นโอกาสที่สาว ๆ กี่คนอยากได้ก็ไม่ได้ ถ้าหนูไม่ใช่คนตระกูลหลิน โอกาสนี้ก็คงไม่ตกมาถึงหนู"
หลินซิงเหยาคิดว่าคำพูดของพวกเขามีช่องโหว่ จวินเสวียนเย่ถ้าดีจริง ทำไมหลินซิงเวยถึงไม่แต่ง
นางไม่เปิดโปง เพราะทุกอย่างตรงกับที่ต้องการพอดี จึงแสร้งทำเป็นตะลึงว่า "ให้หนูแตะ แต่งแทนพี่ลูกพี่น้อง มันไม่หลอกคนอื่นหรือ"
"มันจะหลอกได้ไง" หลินโห่วเฉียงว่า "ยังไงตระกูลจวินก็บอกแค่ว่าเอาลูกสาวตระกูลหลินเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าหลานสาวไม่ได้"
"แต่ว่า..."
"เลิกแต่ว่าได้แล้ว หนูลองนึกถึงชีวิตที่ผ่านมา แล้วลองนึกถึงชีวิตไม่กี่ปีในฐานะคุณนายน้อยตระกูลใหญ่ดู อาชากับอาสะใภ้ก็รักหนู ถึงได้ให้โอกาสที่ยากจะหาได้นี้กับหนู"
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลินซิงเหยาก็ตอบตกลง
หลินโห่วเฉียงกับจางเสวี่ยเหมยสบตากัน แทบอดไม่ได้ที่จะแสดงความย่ามใจออกมาเล็กน้อย
ก็รู้ว่ายัยนี่หลอกง่าย ก็แค่ไม่กี่คำก็หลงกลแล้ว รอให้คนแต่งเข้าไปแล้ว ถึงจะพบว่าอีกฝ่ายเป็นคนวิกลจริต คิดจะคัดค้านหรือร้องไห้ขึ้นมา นั่นก็เป็นเรื่องภายในของตระกูลจวิน ไม่เกี่ยวกับตระกูลหลิน
ตอนนั้นพ่อของหลินซิงเหยาตาย มรดกก็ตกมาอยู่กับครอบครัวเขาเสียหมด แล้วตอนนี้ลูกสาวโง่กลับมาช่วยลูกสาวเขาให้พ้นเคราะห์อีก ญาติพี่น้องอะไรน่ะ ก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
ตอนที่หลินโห่วเฉียงกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ทันใดนั้นก็ได้ยินหลินซิงเหยาถามว่า "หนูจำได้ว่าปีนั้นพ่อแม่หนูเหลือบ้านไว้หนึ่งหลัง แล้วยังมีเงินชดเชยค่าตาย ตอนนี้น่าจะคืนให้หนูแล้วนะ"
จางเสวี่ยเหมยถึงกับร้องลั่นเหมือนแมวถูกเหยียบหาง "บ้านอะไร เงินชดเชยอะไร"
หลินโห่วเฉียงทำใจดีสู้เสือ หยิบยกคำโกหกที่เตรียมไว้ออกมา "ใช่ พ่อแม่หนูแต่เดิมมีบ้านหนึ่งหลัง ยังมีเงินชดเชย แต่ต่อมาหนูไม่ได้พลัดหลงไปหรือ ถึงตอนนั้นอาก็ตามหาหนูไปทั่วสารทิศ ต้องวานคนสืบข่าว เงินทองไหลเหมือนน้ำ หนูน่ะ บ้านก็ขายไปแล้ว เงินชดเชยก็ใช้หมดแล้ว"
ปีนั้นเขารู้ว่าหลานสาวหายก็ดีใจจะแย่ ที่ไหนจะใจดีถึงขั้นให้คนไปหาล่ะ บ้านก็ขายไปจริง แต่นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจ จะให้เขาคืนออกมาได้ยังไง
"อย่างนี้นี่เอง" หลินซิงเหยาพยักหน้า ราวกับเชื่อ
พอรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของหลินโห่วเฉียงกำลังจะกลับมาแล่นที่หางตาอีกครั้ง จู่ ๆ หลินซิงเหยาก็โพล่งออกมาว่า "งั้นก็ช่วยเตรียมสินสอดให้หนูหน่อยเถอะ ยังไงก็เป็นลูกสาวตระกูลหลิน จะแต่งออกไปทั้งทีก็ไม่ควรจะจนเกินไป เอาไม่มากด้วย แค่สองล้านก็พอ"
สองล้าน ไม่มากไม่น้อย ตรงกับมูลค่าทรัพย์สินและค่าชดเชยของพ่อแม่นางนั่นแหละ
หลินโห่วเฉียงฝืนยิ้ม "เหยาเหยา หนูว่าเท่าไหร่นะ"
ยัยเด็กบ้านนอกนี่มันไปรู้เรื่องสินสอดได้ยังไง ยังปากไวขอสองล้านอีก นางเคยเห็นเงินมากขนาดนั้นรึ ต้องฟังผิดแน่
หลินซิงเหยาก็เลยยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว แล้วพูดอย่างจริงจังว่า "หนูคิดดูแล้ว สองล้านไม่มากไม่น้อย ไม่อวดรวยเกินไป แล้วก็ไม่ขายหน้าจนเกินไป บัตรธนาคารของหนูถึงจะเป็นของสหกรณ์การเกษตรชนบท แต่ดูเหมือนข้ามธนาคารก็ใช้ได้นะ เลขบัญชีคือ 55000xxxx"
หลินโห่วเฉียงตะลึงงัน นี่นางเอาจริง
จางเสวี่ยเหมยแทบระเบิด แต่เวลานี้ก็ได้แต่กล้ำกลืนพูดว่า "เหยาเหยา หนูแต่งเข้าไปเป็นคุณนายน้อยรองคนที่สองของตระกูลจวิน ตระกูลจวินรวยมาก ถึงตอนนั้นอยากได้เงินเท่าไหร่ก็ให้หนู"
หลินซิงเหยากะพริบตาปริบ ๆ ทำท่าไร้เดียงสาบริสุทธิ์ แต่ก็จริงจังว่า "แต่แต่งงานก็ต้องมีสินสอดไม่ใช่หรือ หมู่บ้านเล็ก ๆ ของเราเขายังทำกัน แล้วนับประสาอะไรกับเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีสินสอด ตระกูลจวินจะคิดว่าหนูเป็นลูกสาวปลอมไหม"
ทันใดนั้นนางก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา "เผอิญพวกเขาจับได้ว่าหนูเป็นของปลอมล่ะ หนะ หนูขี้ขลาด ถ้าพวกเขาขู่จะถามหนู ว่าทำไมตระกูลหลินแต่งงานถึงไม่ยอมเตรียมอะไรให้เลย หนะ หนูต้องหลุดปากแน่ ไม่ได้ ๆ เอาพี่ลูกพี่น้องกลับมาเถอะ หนะ หนูกลัว"