เจียงหว่านได้สติกลับมาแล้ว เธอส่ายหน้า
“ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงนะ”
พูดจบ เธอก็เงยหน้ามองเจิ้งจิงจิงที่ยังคงมีสีหน้าเป็นห่วง ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามเสียงเบา “จิงจิง ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไม่อยู่ที่นี่ต่อเหรอ?”
เจิ้งจิงจิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงข้างเจียงหว่านอย่างกระอักกระอ่วน
“หว่านหว่าน ไม่ปิดบังนะ จริง ๆ แล้ววันแรกที่ฉันมาหรงจวง ฉันบังเอิญเห็นประวัติของเธอที่ห้องผู้จัดการ”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเธอก็เบาลง
“เพราะงั้น… ตอนนั้นฉันเลยสงสัยมากว่า ทำไมเด็กเก่งจากมหาวิทยาลัยจิงตูถึงเลือกอยู่ที่นี่”
พอพูดจบ น้ำเสียงของเจิ้งจิงจิงก็เริ่มลังเลขึ้นมา
เธอเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจมานาน จนวันนี้ถึงอดถามออกมาไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเจียงหว่าน เธอจึงกลัวอยู่บ้างว่าเจียงหว่านจะตีตัวออกห่างเพราะเรื่องนี้
แต่เจิ้งจิงจิงไม่รู้ว่า สำหรับเจียงหว่านแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องจงใจปิดบังอะไรเลย
แววตาของเจียงหว่านไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะมองเจิ้งจิงจิงแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ฉันเคยเรียนคณะการเงินที่มหาวิทยาลัยจิงตูจริง ๆ แต่ลาออกตอนปีสาม หลังจากนั้นก็อยู่เมืองจิงอีกสองปีก่อนจะกลับมาเมืองหรง แม่ฉันเป็นคนเมืองหรง”
ตอนพูด เจียงหว่านมีน้ำเสียงสงบนิ่งเป็นพิเศษ แต่ข่าวนี้กลับเหนือความคาดหมายของเจิ้งจิงจิงอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของเธอหดเล็กลง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้
กลัวว่าตัวเองจะไปสะกิดแผลใจของเจียงหว่าน เจิ้งจิงจิงจึงรีบโบกมืออธิบาย
“ขอโทษนะหว่านหว่าน ฉัน… ฉันไม่ควรซักไซ้เลย”
เห็นเธอลนลานขนาดนั้น เจียงหว่านก็อดหัวเราะไม่ได้
“ไม่เป็นไร…”
“ก๊อก ก๊อก…”
เจียงหว่านกำลังจะปลอบเจิ้งจิงจิงกลับ แต่เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหันก็ขัดจังหวะเสียก่อน
ไม่นานนัก เสียงผู้จัดการฟางที่ทั้งคู่คุ้นเคยก็ดังมาจากนอกประตู
“มีข่าวด่วนเข้ามา อีกเดี๋ยวจะมีแขกคนสำคัญมากมาที่โรงแรม คืนนี้ห้องชา ชั้นเก้าจะไม่เปิดรับคนนอก พวกเธอสองคนเป็นคนที่ฉันไว้ใจที่สุด คืนนี้ต้องต้อนรับให้ดีนะ”
ในเวลาแบบนี้จะมีแขกคนสำคัญอะไรที่ต้องให้ต้อนรับเป็นการเฉพาะกัน…
เจียงหว่านหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ หลุบตาลง
ส่วนเจิ้งจิงจิงที่อยู่ข้าง ๆ เปิดประตูแล้วถามอย่างสงสัย “ผู้จัดการคะ แขกที่มาคือใครเหรอ?”
ผู้จัดการฟางโบกมือ ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะรีบเดินจากไป
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร ทางนั้นก็ยังไม่แจ้งมา รู้แค่ว่าเป็นคนของเฮิงตงกรุ๊ป เพราะงั้นห้ามพลาดเด็ดขาด พวกเธอสองคนรีบเตรียมตัว แขกใกล้จะมาถึงแล้ว”
เป็นอย่างที่คิด…
เมื่อรู้ว่าคำตอบตรงกับที่คาดไว้ หัวใจของเจียงหว่านกลับพลันผ่อนคลายลง ราวกับฝุ่นที่ตลบอยู่ได้ตกลงสู่พื้น
ปลายนิ้วของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เธอมองเจิ้งจิงจิงแล้วยิ้ม “จิงจิง เธอไปเตรียมต้อนรับแขกที่ชั้นเก้าก่อนนะ ฉันขอไปห้องน้ำ เดี๋ยวตามไป”
ผู้จัดการจริงจังขนาดนี้ เจิ้งจิงจิงก็ไม่กล้าชะล่าใจ เธอพยักหน้าโดยไม่ได้คิดอะไรมาก ปิดประตูแล้วออกไป เหลือเพียงเจียงหว่านที่ก้มตาลงจนมองไม่เห็นอารมณ์ใด ๆ
ที่จริงเธอเตรียมใจรับวันนี้ไว้นานแล้ว เช่นเดียวกับที่เมื่อสองปีก่อน เธอตระหนักแล้วว่าชะตาชีวิตของตัวเองถูกผูกติดกับคนพวกนั้นอย่างแน่นหนา
ไม่ว่าเธอจะพยายามหนีแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่เส้นทางเดิมเข้าสักวัน
น่าขันที่เมื่อหลายปีก่อน เธอไม่ยอมแพ้และไม่เชื่อเรื่องชะตากรรม เอาแต่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนทุกอย่างได้
คิดมาถึงตรงนี้ เจียงหว่านก็หัวเราะเบา ๆ คลายนิ้วที่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าจิกลงบนฝ่ามือแทบฝังลึก แล้วก้าวออกไป
……
อีกด้านหนึ่ง เจิ้งจิงจิงกำลังรอแขกอยู่ที่โถงต้อนรับชั้นบนสุดของโรงแรม เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้ว เจียงหว่านก็ยังไม่ขึ้นมา ผู้จัดการก็แจ้งแล้วว่าแขกมาถึงชั้นหนึ่งของโรงแรม เธอจึงเริ่มร้อนใจขึ้นมา
แต่ขณะที่กำลังจะส่งข้อความถามอาการเจียงหว่าน เสียง “ติ๊ง” ก็ดังมาจากด้านหน้า ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เปิดออก
ตอนนี้เจิ้งจิงจิงไม่มีเวลามานั่งกังวลแล้วว่าเจียงหว่านเป็นอะไร เธอยิ้มต้อนรับแขกแล้วเอ่ยเสียงเบา พลางนำทางเข้าไปด้านใน
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอฉวยจังหวะเห็นคนที่อยู่ด้านหลังผู้จัดการชัด ๆ เจิ้งจิงจิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้
พูดได้อย่างไม่เกินจริงเลยว่า ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นคนที่ตรงกับคำว่า ‘คุณหนูไฮโซ’ มากที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
แขกที่มาดูอายุราวยี่สิบกว่า ผิวขาวจัด สวมเดรสผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ยาวคลุมเข่า สวมรองเท้าส้นสูงหัวแหลมประดับพู่เพชรสีเงิน แทบทุกส่วนของร่างกายประณีตจนแทบไม่มีที่ติ
แต่หน้าตาของเธอไม่ได้ดูมีพิษมีภัย กลับดูบริสุทธิ์ผุดผ่องและสง่างาม เวลาเงยหน้ามองมาก็มีแววชวนให้สงสารอยู่หลายส่วน ทำให้คนที่พบกันครั้งแรกเกิดความรู้สึกดี ๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลได้ง่าย
เจิ้งจิงจิงเองก็เป็นเช่นนั้น แค่เห็นก็ถอนหายใจโล่งอก
เดิมทีเธอกังวลอยู่บ้าง เพราะคนของเฮิงตงกรุ๊ปมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ กลัวว่าจะเกิดอะไรผิดพลาด แต่ที่แท้แขกกลับเป็นผู้หญิงอายุไล่เลี่ยกับเธอ
หน้าที่ของเธอในฐานะพนักงานต้อนรับมีแค่พาแขกไปยังห้องชาที่ทำเลดีที่สุด จากนั้นก็รออยู่ด้านนอก ส่วนบริการอื่น ๆ จะมีพนักงานคนอื่นบนชั้นนี้ดูแลเอง
พอเห็นเจิ้งจิงจิงออกจากห้องชา ผู้จัดการฟางก็โบกมือเรียกเธอไปอีกด้าน
“เจียงหว่านล่ะ? ทำไมตอนนี้ไม่เห็นตัวเลย?”
เจิ้งจิงจิงตอบกลบเกลื่อนให้เพื่อนโดยสัญชาตญาณ
“หว่านหว่านไม่สบายตั้งแต่เข้ากะคืนนี้ค่ะ เมื่อกี้ไปห้องน้ำ เดี๋ยวก็มาแล้ว”
คิดว่าเจียงหว่านไม่เคยทำงานพลาด ผู้จัดการฟางจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงเปลี่ยนเรื่องว่า “คนนั้นคือคุณเมิ่งซู่อี๋ เมื่อกี้เพิ่งได้ข่าวที่แน่นอนจากปากเธอว่า คืนนี้คนที่จะมาคือฟู่ฉือ ผู้จัดการใหญ่ของเฮิงตงกรุ๊ป
ฟู่ฉือยังหนุ่มก็จริง แต่เขาเป็นลูกชายคนเดียวของประธานเฮิงตงกรุ๊ป โรงแรมของเราก็เป็นเขาที่ตัดสินใจซื้อมา เพียงแต่เขามีธุระอื่นต้องจัดการในเมืองหรง คาดว่าจะมาถึงโรงแรมช้ากว่าครึ่งชั่วโมง เลยให้คนขับรถพาคุณเมิ่งมาพักก่อน”
เจิ้งจิงจิงพยักหน้าเข้าใจ แต่เธอที่ปกติชอบซุบซิบคราวนี้กลับไม่ได้ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณเมิ่งกับฟู่ฉือ ในหัวกลับยังเป็นห่วงอาการของเจียงหว่านอยู่เต็มไปหมด
ผู้จัดการฟางไม่ได้สังเกตความผิดปกติของเจิ้งจิงจิง เขากำชับอีกสองสามคำแล้วก็จากไป เพราะต้องรีบเตรียมต้อนรับฟู่ฉือ
พอเห็นผู้จัดการเดินเข้าไปในลิฟต์ เจิ้งจิงจิงก็อดใจไม่ไหว รีบหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าโทรหาเจียงหว่าน
โชคดีที่อีกฝ่ายรับสายอย่างรวดเร็ว เสียงที่ฟังดูอ่อนหวานเย้ายวนและออดอ้อนราวกับติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น บัดนี้เจือความอ่อนแรงและไร้กำลังอยู่หลายส่วน
“ขอโทษนะจิงจิง ตอนนี้ฉันเวียนหัวมาก คืนนี้คงต้องรบกวนเธอก่อน ฉันขอสูดอากาศอีกหน่อยแล้วจะรีบไป”
แค่ไม่มีปัญหาร้ายแรงก็พอ เจิ้งจิงจิงถึงกับถอนหายใจโล่งอก
“ไม่เป็นไรนะหว่านหว่าน ไม่ต้องมาแล้ว ทางนี้ฉันจัดการได้สบายมาก เธอพักผ่อนให้ดีเถอะ เรื่องผู้จัดการฉันคุยเอง สองปีมานี้เธอช่วยรับหน้าแทนฉันตั้งกี่ครั้ง คราวนี้ในที่สุดก็ถึงตาฉันช่วยเธอบ้างแล้ว”
“เอาละ ๆ ฉันไปต้อนรับแขกก่อนนะ แค่นี้ก่อน”
ได้ยินเสียงเหมือนเจียงหว่านยังอยากพูดอะไร เจิ้งจิงจิงก็ชิงวางสายก่อนอย่างที่ไม่ค่อยทำ แล้วหันกลับเตรียมเดินเข้าห้องชา
ใครจะคิดว่าพอหันกลับมา เธอเกือบเดินชนคนคนหนึ่งเข้า
โชคดีที่เจิ้งจิงจิงไหวตัวทัน หยุดฝีเท้าไว้ได้อย่างหวุดหวิด
พอเห็นว่าเป็นเมิ่งซู่อี๋ แขกที่เธอเพิ่งต้อนรับไปเมื่อครู่ เจิ้งจิงจิงก็รีบขอโทษทันที
“ขอโทษค่ะคุณเมิ่ง ฉันไม่รู้ว่าคุณยืนอยู่ข้างหลัง มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ?”
ในใจเจิ้งจิงจิงบ่นว่าเมิ่งซู่อี๋มายืนข้างหลังเธอเงียบ ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังไม่รู้ว่ายืนอยู่นานแค่ไหน แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ สีหน้าของเธอยังคงไม่เผยความรู้สึกออกมาแม้แต่น้อย
เมิ่งซู่อี๋ไม่ได้แสดงความไม่พอใจ เพียงจ้องตาเจิ้งจิงจิงนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พนักงานบอกฉันว่าห้องน้ำอยู่ทางนี้ แต่ฉันหาไม่เจอ เลยว่าจะถามเธอ”
เจิ้งจิงจิงฝืนยิ้ม รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกจ้อง เธอแทบจะตระหนักขึ้นมาโดยสัญชาตญาณว่าคุณเมิ่งคนนี้คงไม่ได้เข้าหาง่ายอย่างที่เธอคิด
แต่ห้องน้ำอยู่ทางด้านหลังเธอจริง ๆ เจิ้งจิงจิงจึงได้แต่คิดว่าตัวเองระแวงไปเอง
“อยู่ทางนี้ค่ะ ให้ฉันพาคุณไปนะคะ”
เมิ่งซู่อี๋พยักหน้า แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยขึ้นเหมือนไม่ได้ตั้งใจ พลางยิ้มว่า “เมื่อกี้ได้ยินเธอเรียกหว่านหว่าน ฉันเลยนึกถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่งขึ้นมา ฉันก็ชอบเรียกเธอว่าหว่านหว่านเหมือนกัน บังเอิญจริง ๆ เพื่อนคนนั้นของฉันก็เป็นคนเมืองหรง แถมยังทำงานในโรงแรมเหมือนกัน หน้าตา… สวยมาก”
