ยิ่งดึก ฝนฤดูใบไม้ผลิที่เมืองหรงก็ยิ่งกระหน่ำลงมาอย่างหนัก หาได้ยากนักที่จะมีฝนตกหนักเช่นนี้
เม็ดฝนขนาดใหญ่ตกกระทบผิวร่มใสที่ใกล้จะพังของเจียงหว่านดังเปาะแปะ ซี่ร่มบอบบางดูราวกับพร้อมหักได้ทุกเมื่อ
กว่าจะเดินไปถึงหน้าโรงแรมได้อย่างทุลักทุเล ชายกระโปรงที่ยาวเกือบถึงข้อเท้าขาวผ่องของเจียงหว่านก็เปียกชุ่มไปหมดแล้ว ร่างทั้งร่างดูบอบบางราวกิ่งไม้ที่กำลังจะถูกหัก เพียงเห็นก็ชวนให้คนเกิดความคิดละโมบได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเจียงหว่านทำราวกับไม่เห็นสายตาชื่นชมเคลิบเคลิ้มของผู้คนที่พบระหว่างทาง เมื่อส่งร่มให้พนักงานต้อนรับหน้าโรงแรมที่ใบหูแดงก่ำแล้ว เธอก็ตรงไปยังโซนสำนักงานของพนักงานทันที
เจิ้งจิงจิงมาถึงโรงแรมก่อนแล้ว พอเห็นว่าแม้แต่เจียงหว่านที่แทบไม่เคยทำอะไรผิดพลาดก็ยังมีวันที่มาสาย เธอจึงอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
แต่เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่งดงามประณีตอยู่เสมอของหญิงสาวยามนี้กลับซีดเซียวและดูสับสน ความแปลกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวลทั้งหมด
“หว่านหว่าน เป็นอะไรไปเหรอ?”
เจียงหว่านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับเพิ่งรู้ตัว
“ฉันไม่เป็นไร ฝนตกหนัก แถมระหว่างทางก็รีบมานิดหน่อย คงโดนฝนจนหนาวน่ะ พักสักหน่อยก็หายแล้ว”
พูดจบ เจียงหว่านก็ยิ้มบาง ๆ ให้เจิ้งจิงจิงเหมือนปลอบใจ ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วหันหลังเดินไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่รอให้อีกฝ่ายซักถามต่อ
“ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
เห็นแบบนั้น เจิ้งจิงจิงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ไม่ถามอะไรต่อ ลุกขึ้นเตรียมชงชาร้อนให้เจียงหว่านสักแก้ว
แต่พอเหลือบมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เปียกฝนไปครึ่งตัว ยิ่งขับให้รูปร่างเพรียวบางงดงามเย้ายวนขึ้น เจิ้งจิงจิงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเผลอใจลอยอีกครั้ง
นับ ๆ ดูแล้ว เธอมาอยู่ที่โรงแรมหรงจวงเกือบสองปี ส่วนเธอกับเจียงหว่านก็เข้าทำงานที่โรงแรมรุ่นเดียวกัน นั่นหมายความว่าเธอรู้จักเจียงหว่านมาเกือบสองปีแล้วเช่นกัน
จนถึงตอนนี้ เจิ้งจิงจิงยังจำความรู้สึกทึ่งและอิจฉาจากใจจริงที่กลั้นไว้ไม่อยู่ตอนพบเจียงหว่านครั้งแรกได้
ความรู้สึกนั้นชัดเจนเสียจนแม้แต่วันนี้เธอก็ยังลืมไม่ลง...
วันนั้นเป็นวันแรกที่เริ่มงาน ด้วยหน้าตาที่จัดว่าดูดี เธอจึงได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานต้อนรับในห้องส่วนตัวของห้องน้ำชาชั้นบนสุดของโรงแรม และต้องเปลี่ยนเป็นชุดเครื่องแบบพร้อมกับพนักงานคนอื่น ๆ
ตอนนั้นเธอกำลังคิดว่าโรงแรมหรงจวงสมกับเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองหรงจริง ๆ แม้แต่ชุดกี่เพ้าของพนักงานต้อนรับก็ยังตัดเย็บอย่างประณีต พอหันกลับมา ท่ามกลางความเงียบงันที่จู่ ๆ ก็ปกคลุมไปทั่ว เธอก็เห็นเจียงหว่านที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
ตอนนั้นเจียงหว่านยังดูอ่อนเยาว์กว่าตอนนี้อยู่สองส่วน แต่กลับ...มีเสน่ห์เย้ายวนไปอีกแบบ
แม้จะเกล้าผมเหมือนคนอื่น ๆ และสวมกี่เพ้าปักซูแบบเดียวกัน แต่รูปร่างของเจียงหว่านกลับแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นไหล่บอบบางอ่อนช้อยชวนหลงใหล หรือสะโพกอิ่มกลมผาย ล้วนแฝงความเย้ายวนทางกายอย่างเป็นธรรมชาติ จะเรียกว่าเป็นสาวงามฟ้าประทานก็ไม่เกินจริง
เรียวขาช่วงสั้น ๆ ที่โผล่พ้นชายกระโปรงกี่เพ้าก็ได้สัดส่วนสมส่วน ผิวขาวจนแสบตา
ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าของเธอยังงดงามสะดุดตาโดยไม่ต้องแต่งเติมแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นราวกับมีเสน่ห์ชวนให้คนหลงใหลมาแต่กำเนิด แต่แววตากลับบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยามเงยหน้ามองมา แม้แต่เจิ้งจิงจิงที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังรู้สึกใจลอย
พอตั้งสติได้ เธอถึงเพิ่งรู้ว่าตอนนั้นในหัวมีแต่ภาพชวนให้ใจเตลิด
หลังจากได้เห็นเจียงหว่านแค่ครั้งเดียว เธอก็หลงใหลในความงามของอีกฝ่ายจนถอนตัวไม่ขึ้น แทบจะอดใจไม่ไหวอยากเข้าใกล้ แต่ก็ไม่กล้ารบกวนมากเกินไป
เพราะแม้เจียงหว่านจะมีใบหน้าที่ดึงดูดใจคนได้อย่างเหลือเชื่อมาแต่กำเนิด แต่นิสัยของเธอกลับอ่านยากอย่างน่าประหลาด บางครั้งยังดูเหมือนผลักไสทุกคนให้อยู่ห่างออกไป ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเธอออกจากทุกสิ่งรอบตัว
ส่วนเจียงหว่านก็ล่องลอยและเพลิดเพลินอยู่ภายในกำแพงนั้น ไม่ต้องทำอะไรสักอย่างก็ทำให้คนรอบข้างถอนตัวไม่ขึ้น
ยังดีที่ตลอดสองปีที่ผ่านมา แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเจียงหว่านจะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่เมื่อเทียบกับคนอื่น เธอก็ถือว่ารู้จักเจียงหว่านดีอยู่ไม่น้อย
แต่ยิ่งรู้จักมากเท่าไร เจิ้งจิงจิงก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมคนอย่างเจียงหว่านถึงเต็มใจอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองหรง เพื่อทำงานเป็นพนักงานโรงแรมที่ไม่มีใครรู้จัก
ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาเท่านั้น สองปีก่อน เจิ้งจิงจิงเคยบังเอิญเห็นประวัติของเจียงหว่าน ในประวัตินั้นมีข้อความว่าเรียนคณะการเงิน มหาวิทยาลัยจิงตู เขียนเด่นชัดอยู่เต็มตา...
นั่นคือมหาวิทยาลัยจิงตูเชียวนะ สถาบันชั้นนำที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันอยากเข้าเรียน แทบจะเป็นแหล่งรวมคนเก่งระดับแนวหน้าจากทุกวงการในปัจจุบัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคณะการเงิน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าคณะการเงินเป็นสาขาที่เข้าเรียนได้ยากที่สุดของมหาวิทยาลัยจิงตู ว่ากันว่าแค่สอบเข้าได้ก็เท่ากับก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่วงการการเงินของเมืองจิงแล้ว
แต่เมืองหรงเป็นสถานที่แบบไหนกันล่ะ?
เมืองหรงเล็กเสียจนตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงตูได้เพียงหยิบมือเดียว แตกต่างจากเมืองจิงที่เต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือยตามคำเล่าลือราวฟ้ากับเหว
สำหรับเจิ้งจิงจิง การได้ทำงานในโรงแรมหรงจวงซึ่งเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองหรงก็นับว่ามีหน้ามีตาแล้ว แต่เธอรู้ดีว่างานนี้ไม่เข้ากับนักศึกษาคณะการเงินของมหาวิทยาลัยจิงตูอย่างสิ้นเชิง
เจิ้งจิงจิงเองก็ไม่รู้ว่าลางสังหรณ์นี้มาจากไหน เธอแค่รู้สึกว่าสักวันเจียงหว่านคงต้องออกจากเมืองหรงไปอยู่ดี แค่เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
คิดมาถึงตรงนี้ จู่ ๆ เจิ้งจิงจิงก็นึกถึงข่าวที่ผู้จัดการเคยพูดถึงผ่าน ๆ เมื่อคืน
ใจเธอไหววูบ หันไปยื่นชาร้อนให้เจียงหว่านที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและเดินออกมาจากห้องแล้วพลางเอ่ยว่า “หว่านหว่าน เมื่อคืนผู้จัดการบอกกะทันหันไม่ใช่เหรอว่าอีกไม่นานโรงแรมจะถูกเฮิงตงกรุ๊ปซื้อกิจการ ถึงตอนนั้นฝ่ายบริหารของหรงจวงเราคงเปลี่ยนกันยกชุดเลย เธอ...ยังจะอยู่ที่นี่ต่อไหม?”
ที่จริงเจิ้งจิงจิงแทบไม่สนใจข่าวในแวดวงการเงิน แต่เพราะทำงานในโรงแรม เธอจึงพอรู้จักเฮิงตงกรุ๊ป ซึ่งเป็นนักลงทุนด้านโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของเมืองจิงอยู่บ้าง
เพราะอย่างนั้น เธอจึงรู้ดีว่าในเมื่อผู้จัดการเปิดเผยข่าวออกมาแล้ว เรื่องนี้คงอยู่ระหว่างดำเนินการภายในมาสักพักแล้ว
ขนตาหนาของเจียงหว่านสั่นไหวเบา ๆ เธอไม่คิดว่าเจิ้งจิงจิงจะถามขึ้นมากะทันหัน เพราะทั้งคู่เป็นแค่พนักงานธรรมดา ต่อให้โรงแรมถูกซื้อกิจการ ก็น่าจะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเธอมากนัก
แต่ใครจะไปคิดว่าผู้ลงทุนรายใหม่ที่ว่านั่น จะเป็นเฮิงตงกรุ๊ปที่เธอพยายามหลีกหนีมาตลอดสองปีพอดี
ช่างน่าขันเหลือเกิน เธอคิดว่าตัวเองหลุดพ้นจากคนเหล่านั้นได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
จนกระทั่งเมื่อคืน ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ เธอถึงได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่าช่วงเวลาสองปีที่เธอพยายามหลบหนีสุดกำลัง แม้กระทั่งชะตากรรมที่ยอมทำลายอนาคตของตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา
ความทรงจำที่พันธนาการเธอมานานถึงสองปีราวกับฝันร้าย ไม่เคยหายไปไหน มันคอยเตือนเธออยู่เสมอว่าเจียงหว่านเป็นได้แค่ตัวประกอบตลอดไป
ตัวประกอบที่...ไม่มีวันได้รับอนุญาตให้มีความคิดเป็นของตัวเอง
เห็นเจียงหว่านเม้มปากแน่นไม่พูดไม่จา อารมณ์ที่เอ่อล้นจากหางตาของเธอก็ทำให้คนมองรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เจิ้งจิงจิงทั้งรู้สึกสงสารโดยสัญชาตญาณและกระวนกระวายใจ
“หว่านหว่าน เธอเจอเรื่องอะไรมาหรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้นคืนนี้กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ไหม เดี๋ยวฉันช่วยลาผู้จัดการให้”
