เจิ้งจิงจิงชะงักไป ขณะที่กำลังคิดว่าความบังเอิญที่อีกฝ่ายพูดถึงฟังดูฝืนอยู่ไม่น้อย จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมิ่งซู่อี๋มาจากเมืองหลวง งั้นหว่านหว่านก็...
แต่ก่อนจะรู้เจตนาของคนตรงหน้า เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรให้มากไปกว่านี้ เกรงว่าจะสร้างปัญหาให้เจียงหว่าน
เธอจึงเพียงยิ้มรับแล้วคล้อยตามไปสองประโยค บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ
ทว่าเมิ่งซู่อี๋ดูไม่คิดจะจบเรื่องไว้แค่นั้น กลับพูดต่อราวกับกำลังรำพึงกับตัวเองว่า “น่าเสียดาย ฉันไม่ได้เจอเธอมาสองปีแล้ว ได้ยินว่าเธอกลับเมืองหรงไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน”
ดันกลับเมืองหรงเมื่อสองปีก่อนพอดีอีก...
คราวนี้เจิ้งจิงจิงแทบจะยืนยันได้ทันทีว่าคนที่เมิ่งซู่อี๋พูดถึงคือเจียงหว่าน แต่เธอก็จับสังเกตบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว
แม้บางครั้งนิสัยของเจียงหว่านจะทำให้คนคาดเดาไม่ถูกจริง ๆ แต่เจิ้งจิงจิงไม่คิดว่าเธอเป็นคนไร้น้ำใจ
ที่สองปีไม่มีข่าวคราวกัน ก็แค่ยังไม่สนิทกันมากพอ ไม่จำเป็นต้องติดต่อกันก็เท่านั้น
โชคดีที่ระหว่างกำลังครุ่นคิด ทั้งคู่ก็มาถึงห้องน้ำแล้ว
“คุณเมิ่งเดินเข้าไปทางนี้ได้เลยค่ะ ฉันจะรออยู่ตรงนี้”
เมิ่งซู่อี๋กลับหัวเราะเบา ๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย ไม่ต้องรอหรอก ที่มาเที่ยวนี้ก็แค่อยากมาดูว่าโรงแรมเป็นยังไงบ้าง เดี๋ยวไม่ต้องคอยดูแลฉันนะ ฉันอยากเดินดูเองตามสบาย”
คำขอแบบนี้ไม่ได้แปลกอะไร เจิ้งจิงจิงจึงไม่ได้คิดมาก
“ได้ค่ะ งั้นฉันไม่รบกวนแล้วนะคะ คุณเมิ่งมีคำถามอะไรก็มาหาฉันหรือพนักงานโรงแรมคนอื่นได้ตลอดเลยค่ะ”
พอออกจากห้องน้ำ เจิ้งจิงจิงก็รีบเรียบเรียงเรื่องเมื่อครู่เป็นข้อความส่งทางเวยซิ่นให้เจียงหว่านทันที
เห็นเจียงหว่านเงียบไปนาน เจิ้งจิงจิงก็ไม่ได้ร้อนใจ คิดแค่ว่าเจียงหว่านคงฟังที่เธอบอกแล้วพักผ่อนอยู่ เลยไม่ได้ดูโทรศัพท์
หารู้ไม่ว่าข้อความที่เธอส่งไปครั้งนี้ จะไม่มีวันได้รับคำตอบกลับมาอีกเลย
……
ตอนนั้นเจียงหว่านเพิ่งมาถึงระเบียงชมวิวฝั่งซ้ายสุดของชั้นบนสุด
จากตรงนี้มองลงไปเห็นโรงแรมหรงจวงได้ทั้งหลังพอดี แต่เพราะตั้งอยู่ตรงริมสุด ปกติจึงแทบไม่มีใครมาที่นี่นอกจากเธอ
เธอเห็นข้อความของเจิ้งจิงจิงแล้ว เพียงแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีความจำเป็นต้องตอบอีกแล้ว
เส้นเรื่องที่ว่านั่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่ลากเธอไปพัวพันกับตัวเอกที่ว่านั่นราวกับโซ่ตรวน
เพราะฉะนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานเธอก็คงได้เจอ “คนคุ้นเคย” ในอดีต
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็ต้องเป็นหลังจากนี้ ไม่ช้าก็เร็วอยู่ดี
และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เจียงหว่านคาดไว้ ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เสียงที่คุ้นเคยอย่างยิ่งสำหรับเธอก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เจียงหว่าน... เป็นเธอจริง ๆ ด้วย”
ขนตาของเจียงหว่านสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปในที่สุด
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอจะเป็นใครไปได้ ถ้าไม่ใช่เมิ่งซู่อี๋
สายตาของเมิ่งซู่อี๋จับจ้องใบหน้าเจียงหว่านแน่วนิ่ง สีหน้าซับซ้อนจนยากจะบรรยาย
ความจริงแล้ว สำหรับเมิ่งซู่อี๋ เจียงหว่านก็เป็นฝันร้ายเหมือนกัน
ก่อนจะมีเจียงหว่าน เธอต่างหากที่เป็นจุดสนใจที่สุดในเมืองหลวง เป็นนักศึกษาที่โดดเด่นและเป็นเลิศที่สุดของคณะบริหารธุรกิจ อีกทั้งคนที่ฟู่ฉือใส่ใจที่สุดก็ควรจะเป็นเธอแท้ ๆ
แล้วเจียงหว่านล่ะ? ก็แค่บ้านนอกจากเมืองเล็ก ๆ ที่มีดีแค่หน้าตา แต่กลับหยิ่งทะนงตัวคนหนึ่งเท่านั้น ถึงอย่างนั้นคนพวกนั้นกลับมองเธอเป็นดอกไม้บนยอดเขาสูงที่ไม่มีใครเด็ดลงมาได้
ที่น่าโมโหคือเจียงหว่านกดเธออยู่เหนือกว่าครั้งแล้วครั้งเล่า แถมไม่รู้ไปเกี่ยวข้องกับฟู่ฉือตั้งแต่เมื่อไร จนฟู่ฉือคอยปกป้องเธออยู่หลายครั้ง
หลังจากบดขยี้ความหยิ่งทะนงของเจียงหว่านได้อย่างง่ายดาย จนบีบให้เธอลาออกจากมหาวิทยาลัย เมิ่งซู่อี๋ก็ไม่ได้คิดจะเสียเวลาไปยุ่งกับเจียงหว่านอีก
น่าเสียดายที่ดันไปรู้สถานะของเจียงหว่านเข้าเสียก่อน...
ยังดีที่สวรรค์เข้าข้างเธอ แทบไม่ต้องลงมือทำอะไร เจียงหว่านที่มีดีแค่หน้าตา เป็นเพียงไม้เลื้อยไร้หลักยึดก็กลายเป็นของเล่นในแวดวงผู้มีอำนาจอย่างสิ้นเชิง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ ก่อนจะจากเมืองหลวงไปในที่สุด
เมิ่งซู่อี๋จึงแทบจะลืมเจียงหว่านไปแล้ว
จนกระทั่งได้ยินข่าวว่าฟู่ฉือจะมาเมืองหรง
น่าขำสิ้นดี เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จักอย่างเมืองหรง ถึงกับต้องให้ทายาทเฮิงตงกรุ๊ปอย่างฟู่ฉือเดินทางมาตรวจดูด้วยตัวเอง
ก็ในวินาทีที่รู้ข่าวนี่แหละ เธอถึงได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า ต่อให้ชื่อเสียงของเจียงหว่านจะฉาวโฉ่แค่ไหน ฟู่ฉือก็ไม่เคยลืมเจียงหว่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่แล้วจะทำไมล่ะ เธอรู้จักฟู่ฉือมาตั้งหลายปี แค่ตามมาด้วยก็เป็นเรื่องง่ายดาย
เพียงแต่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเจียงหว่านก่อนเร็วขนาดนี้
เมื่อมองใบหน้าของคนตรงหน้าที่งดงามเย้ายวนยิ่งขึ้นทุกที ดวงตาที่แต่เดิมแทบไม่มีพิษภัยของเมิ่งซู่อี๋ก็ค่อย ๆ ฉายแววมืดมนขึ้นมา
“เจียงหว่าน เธอนี่เหมือนเดิมไม่มีผิด ตามหลอกหลอนกันไม่เลิก”
สำหรับเจียงหว่าน คำพูดนี้ช่างน่าขำสิ้นดี ทว่าสายตาที่เธอมองเมิ่งซู่อี๋กลับไร้ระลอกคลื่น สงบนิ่งราวผืนน้ำตาย
แต่สายตาแบบนั้นกลับยิ่งทำให้เมิ่งซู่อี๋รู้สึกขัดหูขัดตา
ขณะที่คิ้วของเมิ่งซู่อี๋ขมวดเข้าหากันด้วยความโกรธ ในที่สุดเสียงนุ่มนวลแต่แทบจะเย็นชาของเจียงหว่านก็ดังขึ้นข้างหู
“ปากก็บอกว่าฉันตามหลอกหลอน แต่ยังอุตส่าห์ลงทุนลงแรงมาถึงเมืองหรง เมืองเล็ก ๆ ที่เธอว่าไม่มีหน้าไม่มีตาเพื่อมาตามหาฉันอีกงั้นเหรอ เมิ่งซู่อี๋ เธอคิดว่าตัวเองสำคัญกับฉันเกินไป หรือว่าปมด้อยมันเยอะเกินไปกันแน่?”
เมิ่งซู่อี๋ชะงักไป พอตั้งสติได้ก็รู้สึกว่ามันทั้งน่าขำและเหลวไหล
แต่เธออ้าปากแล้วกลับไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไรอยู่ชั่วขณะ
เจียงหว่านกลับเบนสายตาหนีไปแล้ว
คืนนี้เธอโดนลมหนาวจนไม่สบายจริง ๆ ตอนนี้ปวดหัวแทบระเบิด ไม่มีทั้งแรงและอารมณ์จะมาพัวพันกับเมิ่งซู่อี๋ต่อ
“ฉันรู้ว่าเธอมาหาฉันทำไม ฉันจะไม่ไปปรากฏตัวต่อหน้าฟู่ฉือ ขอแค่เธอไม่มาอยู่ต่อหน้าฉันอีกตลอดไป”
พูดจบเจียงหว่านก็ก้าวเท้าเตรียมจากไป
แต่ตอนที่เธอเดินสวนกับเมิ่งซู่อี๋ ข้อมือกลับถูกอีกฝ่ายคว้าไว้แน่นอย่างแรง
เจียงหว่านเงยหน้าขึ้นด้วยความเจ็บเล็กน้อย แล้วสบเข้ากับสายตาของเมิ่งซู่อี๋ที่เต็มไปด้วยความโกรธและไม่ยอมแพ้
“เจียงหว่าน เธอเสแสร้งอะไร? คิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าเธอคิดอะไรอยู่ลึก ๆ? เอาแต่ทำท่าหยิ่งทะนงเหมือนไม่แคร์แบบนี้ คิดจริง ๆ เหรอว่าฉันจะเห็นเธออยู่ในสายตา?
เธอก็แค่ลูกนอกสมรสที่ถูกทอดทิ้งคนหนึ่ง ต่อให้เกลียดฉันจนอยากฆ่าให้ตาย เธอก็มีแต่จะถูกฉันเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า ใช้ชีวิตอยู่ในหลืบมืด และไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก”
เมิ่งซู่อี๋พูดอย่างสะใจสุดขีด แต่แล้วเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเจียงหว่านกลับดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน
“เมิ่งซู่อี๋ ในเมื่อเธอคิดว่าฉันอยากฆ่าเธอจนแทบทนไม่ไหว แล้วทำไมถึงยังยั่วโมโหฉันอย่างไม่เกรงใจแบบนี้? คิดว่าฉันไม่กล้าฆ่าเธอ หรือมั่นใจว่าฉันฆ่าเธอไม่ได้กันแน่?”
น้ำเสียงของเจียงหว่านเบาและต่ำขณะพูด ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรเลย แต่เมิ่งซู่อี๋กลับหายใจสะดุดกึก จนเผลอครุ่นคิดอย่างสับสนขึ้นมาจริง ๆ อยู่ชั่วขณะ
ใช่สิ ทั้งที่ตอนเจอเจียงหว่านครั้งแรก เธอก็รู้สึกหวาดระแวงอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล แถมยังมั่นใจว่าเจียงหว่านเป็นคนคิดลึกและเก่งเรื่องเสแสร้งอย่างยิ่ง แต่เธอกลับไม่เคยคิดเลยว่าเจียงหว่านจะทำร้ายเธอได้จริง ๆ
เธอมองเจียงหว่านเป็นเสี้ยนหนามในใจมาตั้งนาน ก็เพราะคิดว่าตัวเองจะจัดการเจียงหว่านได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว ต่อให้เป็นตอนนี้ก็ตาม...
แต่ความคิดนั้นก็แวบผ่านไปเพียงชั่วครู่ ไม่นานก็ถูกความโกรธและความเกลียดชังกลืนกินไปจนหมด
