หลายวันต่อมา ลู่หานเซิงเดินทางไปทำธุระต่างจังหวัด
เจียงหว่านออกจากบ้านพักอวี้หยวนแต่เช้าตรู่ทุกวัน มุ่งหน้าไปยังห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง เพื่อทุ่มเทให้กับงานบูรณะวัตถุล้ำค่า
เธอกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง
พอหันไปจดจ่อกับงาน ช่วงหลายวันนี้ของเธอก็ผ่านไปอย่างเต็มที่และผ่อนคลาย
แต่ในฐานะภรรยาของลู่หานเซิง เธอตั้งนาฬิกาปลุกไว้วันละสามครั้ง เพื่อส่งข้อความถามไถ่ชีวิตที่ต่างจังหวัดของเขาให้ตรงเวลา
พอส่งข้อความเสร็จ ก็กลับไปทุ่มเทกับงานของตัวเองต่อ
วันเวลาผ่านไปอย่างสงบและสบายอยู่หลายวัน กระทั่งเธอเห็นโพสต์หนึ่งของซูซิงเยวี่ยในโซเชียลมีเดีย
“ช่วงเวลาที่งดงามที่สุด คือการมีพวกคุณอยู่เคียงข้างฉัน”
ภาพประกอบเป็นภาพชายคนหนึ่งอุ้มเด็กเล่นอยู่ในสวน โดยถ่ายจากด้านหลัง
แผ่นหลังนั้นเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
คือลู่หานเซิง
เจียงหว่านจ้องภาพนั้นอยู่นาน จนรู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย
ถึงค่อยละสายตากลับมา
ภาพแบบนี้ อานเป่าของเธอเองก็คงปรารถนาเช่นกันสินะ
พอคิดถึงตรงนี้ เจียงหว่านก็อดรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาไม่ได้
แต่เธอไม่ปล่อยให้อารมณ์แบบนี้ครอบงำตัวเองนานเกินไป
ปิดหน้าจอ แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว
จากนั้นก็ทำงานที่ค้างอยู่ต่อ
-
ระหว่างทางกลับจากการเดินทางไปทำธุระ ลู่หานเซิงได้รับสายจากซูซิงเยวี่ย
เสียงเด็กร้องไห้งอแงดังลั่นมาจากปลายสาย
“พี่เซิง รีบมาดูรุ่ยเป่าหน่อยค่ะ เขามีไข้นิดหน่อย ร้องไห้งอแงไม่หยุด ปลอบยังไงก็ไม่ยอมหยุด หมอจ่ายยาให้แล้วแต่ไข้ก็ยังไม่ลด แถมยังร้องไห้อยู่เลยค่ะ”
ลู่หานเซิงเหนื่อยล้าไปทั้งตัว
รถกำลังผ่านโรงพยาบาลรุ่นอันพอดี เขาจึงสั่งว่า “แวะไปดูที่โรงพยาบาลหน่อย”
