“แผลของเถี่ยตั้นไม่ได้เกิดจากฉัน ฉันอุตส่าห์ช่วยไล่จับตัวการให้ แต่เขากลับใส่ร้ายฉันก่อน ฉันถึงได้คุมอารมณ์ไม่อยู่……”
เวินเจียหนิงรีบอธิบายขึ้นมา
ห้องถูกความมืดมิดเข้าปกคลุม เหลือเพียงหน้าต่างบานหนึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามม่าน
ม่านเป็นผ้าป่านสีเรียบ กันแสงได้ไม่ดี แสงจันทร์เย็นเยียบกระจ่างตาทะลุผ่านลายทอเข้ามา พร่าเลือนราวกับผ้าคลุมบาง ๆ ปกคลุมพื้น ขอบเตียง และบ่าของหญิงสาว
ซ่งถิงเยว่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด พอมองเห็นเลือนรางว่ามีก้อนเงานูนอยู่ตรงปลายเตียง กำลังยันตัวนิ่งอยู่
แสงจันทร์ใสกระจ่างและอ่อนโยน แม้แต่น้ำเสียงของเธอก็ฟังดูนุ่มนวลเชื่อฟังขึ้นหลายส่วน
“ผมรู้”
เขาประสานมือหนุนท้ายทอย น้ำเสียงเรียบเฉย “ผมถามเด็กพวกนั้นจนรู้เรื่องหมดแล้ว ทุกคนชมว่าเธอเป็นพี่สาวคนสวย แถมยังแบ่งพุทราแดงให้พวกเขากินด้วย เป็นเจ้าเด็กใบ้คนนั้นต่างหากที่จู่ ๆ ก็เข้ามาหาเรื่อง เธอถึงได้ไล่ตามไป นี่เป็นการช่วยคนอย่างกล้าหาญ ทำความดีแท้ ๆ ทำไมถึงได้ซื่อบื้อจนถูกอีกฝ่ายใส่ร้ายกลับล่ะ ไล่ตามเจ้าเด็กใบ้ไม่ทันหรือ”
“ตามทันสิ” เวินเจียหนิงยื่นปาก ไม่ยอมรับ “แต่ฉันเห็นแม่ของเถี่ยตั้นเดินเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด กลัวว่าเธอจะลงไม้ลงมือ แล้วก็เห็นว่าเด็กคนนั้นน่าสงสาร เลยให้เขาหลบไปก่อน”
ซ่งถิงเยว่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “เธอเห็นใจเขาหรือ”
เด็กใบ้คนนั้นเป็นคนน่าสงสารจริง ๆ
แต่ความเห็นอกเห็นใจของเวินเจียหนิงไม่ได้ล้นเหลือขนาดนั้น
