เสียงของซวินม่านลี่ชะงักลงทันทีที่เห็นเวินเจียหนิงขยับ สายตาเหลือบไปทางโต๊ะตัวนั้นอย่างแนบเนียน
ลิ้นชักปิดสนิท ไม่มีร่องรอยผิดปกติให้เห็น แต่สัญชาตญาณบอกซวินม่านลี่ว่า ข้างในอาจซ่อนอะไรที่ไม่อยากให้ใครเห็นอยู่
เวินเจียหนิงขมวดคิ้ว น้ำเสียงไม่พอใจ “ไม่มีใครสอนเธอหรือไง ว่าก่อนเข้าห้องคนอื่นต้องเคาะประตู?”
“แต่นี่ไม่ใช่ห้องคนอื่น นี่เป็นห้องพี่ชายฉัน” ซวินม่านลี่ยักไหล่ ทำท่าอวดดี “อ้อ ฉันว่าเธอคงไม่รู้ ปกติฉันเข้าห้องพี่ชายไม่ต้องเคาะประตู เข้าออกได้ตามใจ เขาไม่เคยสนใจฉันหรอก”
ความจริงแล้ว เธอจะเข้าออกตามใจได้อย่างไรกัน
แค่ตอนที่ซ่งถิงเยว่ไม่อยู่ ห้องนี้ถึงจะถูกใช้เก็บของจิปาถะเป็นครั้งคราว และหากมีธุระจำเป็น ถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาหยิบของ
แต่เมื่อใดที่ซ่งถิงเยว่อยู่ในห้อง เธอแทบไม่กล้ายืนอยู่หน้าประตูนาน ๆ ด้วยซ้ำ หากต้องการหยิบอะไร ก็ทำได้แค่บอกผ่านประตู รอให้ซ่งถิงเยว่หาเจอแล้วส่งออกมาให้
ของที่เป็นของเขาในห้อง ซวินม่านลี่ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้อง
สัญชาตญาณนักสืบของเขาแรงมาก ของชิ้นไหนถูกขยับ ตำแหน่งคลาดไปไม่กี่นิ้ว เขาก็มองออกได้ในพริบตา
ซวินม่านลี่พูดไปก็แค่จงใจทำให้เวินเจียหนิงไม่พอใจเท่านั้น
อีกอย่าง ซ่งถิงเยว่ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า บอกว่าจะไปซื้อผลไม้ เธอจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครจับได้ว่าโกหก
แต่เวินเจียหนิงไม่ใส่ใจเรื่องนั้นเลย กลับสวนว่า “อย่างนั้นหรือ? แสดงว่าพี่ชายเธอไม่เคยเห็นเธอสำคัญสักนิดสินะ”
คุณหนูอย่างเวินเจียหนิงมีนิสัยเอาแต่ใจและปากกล้ามาตั้งแต่สมัยอยู่บ้านเดิม หากต้องประชันฝีปาก เธอไม่เคยเป็นฝ่ายแพ้ ตอนนี้เมื่อมองเห็นธาตุแท้ของซวินม่านลี่แล้ว เธอก็ไม่คิดจะยอมถอยอีก
