แล้วเขาก็ตื่นขึ้นมา
ตอนตื่นขึ้นมาทั้งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แผ่นหลังเหนียวติดกับเสื่อไม้ไผ่จนเปียกแฉะ รากผมตรงขมับก็ชื้นไปหมด ไอร้อนยังไม่จางหาย ร่างกายยังหลงเหลือความร้อนระอุจากในฝัน ร้อนจนแทบสั่นสะท้าน
ข้างหูมีเสียงหายใจยาวสม่ำเสมอของเวินเจียหนิง แผ่วเบานุ่มนวล ราวกับหางแมวน้อยปัดผ่านแขนของเขา
เขาเหมือนยังตื่นจากฝันไม่เต็มที่ สติล่องลอยอยู่เหนือผิวน้ำ โคลงเคลงไปมา แยกไม่ออกว่าตรงไหนคือขอบเขตของความฝัน ตรงไหนคือความจริงยามตื่น
ท่ามกลางความมืด เขาคลำไปตามทิศทางของเสียงหายใจ ปลายนิ้วแตะแก้มของเธอ อุ่นนุ่มราวกับหยกที่ถูกแสงจันทร์อังจนอบอุ่น
เขาก้มลงจูบเธอโดยไม่รู้ตัว
ดีแล้ว
ดีที่เธอไม่ตื่น
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาถึงได้หยุดตัวเองอย่างกะทันหัน
ความคิดหยุดลงตรงนี้
ซ่งถิงเยว่พ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้ง ก่อนค่อย ๆ เงยหน้า ท้ายทอยพิงกับผนังเย็นเยียบ
ปลายลิ้นกดแน่นกับกระดูกขากรรไกร แรงจนแก้มบุ๋มเป็นร่องตื้น ๆ หางตาคล้ายมีหยาดน้ำชื้นวาวขึ้นมาเล็กน้อยในความมืด ทว่าก็ถูกเขาฝืนกลั้นกลับไปอย่างทรมาน
ใต้โต๊ะในห้องที่วางกรอบรูปของแม่เขา ลิ้นชักชั้นแรกยังเก็บจดหมายที่พ่อแม่ตระกูลเวินส่งมาให้ในตอนนั้นเอาไว้
ในจดหมายย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้เขาดูแลเวินเจียหนิงให้ดี ให้ทะนุถนอมเธอเหมือนน้องสาวแท้ ๆ
โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ตู้เยว่ชิงเขียนไว้ เขาจำได้ชัดเจนทุกตัวอักษรว่า “เจ้าเป็นพี่ชาย หนิงหนิงยังไม่รู้ความ เจ้าต้องรู้จักวางตัว”
ประโยคนั้นหนักอึ้งราวกับกดทับลงมา จนเขาแทบหายใจไม่ออก
