“เหยียนจือ...”
สวี่ตี๋กัดฟันกรอด เอ่ยชื่อหนึ่งออกมาเสียงเบา มีเพียงรุ่นน้องชายที่อยู่ใกล้เธอที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน เขากลืนน้ำลาย ก่อนค้นหาชื่อนี้ในความทรงจำไม่หยุด
แปลกจัง รอบตัวพวกเขาก็ไม่มีใครชื่อแบบนี้นี่นา
สวี่ตี๋จากห้องทดลองไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ กระทั่งเสียงฝีเท้าของเธอหายไป รุ่นน้องชายหญิงถึงได้ถอนหายใจโล่งอกอย่างแรง
“น่ากลัวมาก ฉันเพิ่งเคยเห็นรุ่นพี่เป็นแบบนี้ครั้งแรกเลย”
“เหมือนนางร้ายจากนรกเลย ฉันเกือบหัวใจวายแน่ะ”
รุ่นน้องชายตบอกตัวเอง ก่อนหน้านี้เขามีความรู้สึกคลุมเครือบางอย่างต่อสวี่ตี๋มาโดยตลอด แต่เมื่อครู่เขาตกใจกลัวจริง ๆ
สวี่ตี๋ที่มักแสดงท่าทีเย็นชาและหยิ่งทะนงต่อหน้าผู้อื่น กลับมีอีกด้านหนึ่งยามอยู่ลับหลัง ทำเอารุ่นน้องชายรู้สึกราวกับภาพฝันพังทลาย
เหยียนจือมองโทรศัพท์ที่วางสายไปแล้ว ก่อนเก็บเล่ห์เหลี่ยมบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วกลับไปนอนซบอยู่ในอ้อมแขนของต้วนเฮ่ออย่างสะลึมสะลือเช่นเดิม
จนรถจอดสนิท เธอถึงค่อยลุกออกจากอ้อมแขนต้วนเฮ่อ เตรียมตามพ่อแม่ขึ้นไปข้างบน
ต้วนเฮ่อรับหน้าที่แบกสัมภาระของครอบครัวเหยียนจือขึ้นไปให้โดยไม่ต้องบอก เขาไม่ได้เข้าไปนั่งในบ้าน แต่ก่อนกลับก็เรียกชื่อเหยียนจือไว้
“จือจือ”
เด็กสาวหันมามองเขา ต้วนเฮ่อยื่นมือไปลูบศีรษะเธอเบา ๆ สองครั้ง
“แล้วเจอกัน”
เหยียนจือรู้ว่าต้วนเฮ่อหมายถึงเรื่องที่เธอจะไปหาเขาที่ห้องทดลองในช่วงวันสุดท้ายของปิดเทอมฤดูร้อน เด็กสาวเพียงยิ้มให้ ยิ้มสดใสเสียจนต้วนเฮ่อไม่ทันสังเกตว่าเธอไม่ยอมรับปาก
