เหยียนจือหลับไปภายใต้การปลอบประโลมของต้วนเฮ่อ ส่วนเขายังคงเฝ้าอยู่ข้างกายเธอ พลางมองใบหน้ายามหลับของหญิงสาวเงียบ ๆ
มารดาเหยียนยกขนมหวานจานหนึ่งคิดจะเข้าไปในห้อง เธอแง้มประตูดูอย่างเงียบเชียบ ทว่าพอเห็นภาพภายในห้องก็ชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงปิดประตูลงเบา ๆ
มารดาเหยียนนั่งรออยู่ด้านนอกนานมาก กว่าต้วนเฮ่อจะออกมาจากห้องของเหยียนจือ เขามีสีหน้าสงบนิ่งขณะพูดกับเธอ
“อาจารย์หญิง จือจือหลับแล้วครับ ผมขอตัวก่อน”
“อ้อ ได้จ้ะ”
มารดาเหยียนลุกจากโซฟาไปส่งเขา ขณะมองแผ่นหลังของต้วนเฮ่อที่จากไป ความคิดในแววตาของเธอกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
“คุณว่า นักศึกษาคนนั้นของคุณคิดอะไรกับจือจือบ้านเราหรือเปล่า?”
พอศาสตราจารย์เหยียนกลับถึงบ้านในตอนเย็น มารดาเหยียนที่ครุ่นคิดเรื่องนี้มาทั้งวันก็อดถามสามีไม่ได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศาสตราจารย์เหยียนก็หันมามองภรรยาอย่างประหลาดใจ
“คุณเพี้ยนไปแล้วหรือ ตอนนั้นคุณเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าต้วนเฮ่อไม่เห็นจือจือบ้านเราอยู่ในสายตา”
“ฉันพูดอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่!”
มารดาเหยียนถลึงตาใส่ศาสตราจารย์เหยียน แล้วยังยกมือทุบเขาอีกที เขาลูบแขนตัวเอง ไม่กล้าส่งเสียง
“เสี่ยวเฮ่อไม่ยอมแม้แต่จะเป็นพี่ชายของจือจือ แล้วจะชอบจือจือได้ยังไง คุณคิดมากไปแล้ว”
ข้อสันนิษฐานของมารดาเหยียนอาศัยเพียงสัญชาตญาณ ไม่มีหลักฐานใด ๆ หลังโต้แย้งศาสตราจารย์เหยียนแล้ว เธอก็อธิบายต่อไม่ได้ว่าเพราะอะไร เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงปลอบภรรยาให้รีบเข้าไปพักผ่อนในห้อง
