แม้ฉันจะถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าได้แค่นี้จริงหรือ แต่ชีวิตใน "โกลเด้นไทม์" ก็ยังเหมือนการตรากตรำเงียบงัน
ฉันทำตัวเหมือนเครื่องจักร เก็บขวด ถูพื้น ขัดห้องน้ำ พยายามไม่มอง ไม่ฟัง ไม่คิด
สายตาจับผิดที่ผู้จัดการหวงส่งมาเป็นครั้งคราว ฉันก็เรียนรู้ที่จะตอบสนองด้วยความชาชิน
เพียงแต่ทุกครั้งที่เห็นพนักงานคนอื่นแบ่งทิปกันลับ ๆ หนามในใจก็ยังเสียดแทง
คืนหนึ่ง บรรยากาศในร้านพลุ่งพล่านกว่าปกติ
ได้ยินว่ามีแขกคนสำคัญมากลุ่มหนึ่ง เหมาห้อง "จักรพรรดิ" ห้องใหญ่ที่สุด
ในทางเดิน สาวเสิร์ฟในชุดกี่เพ้า ถือวิสกี้ราคาแพงเดินกันขวักไขว่
แม้แต่กลิ่นควันบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้ง ก็เหมือนมีราคาแพงกว่าทุกวัน
ฉันเข็นรถทำความสะอาด พยายามเดินชิดผนัง หลีกทางให้คนอื่น
ขณะที่ฉันเดินผ่านประตูห้องจักรพรรดิที่หนาและหุ้มขอบทองแดง จู่ ๆ ก็มีเสียง "ตึง!" ดังสนั่นจากข้างใน เหมือนขวดแก้วอะไรสักอย่างถูกปาลงพื้นแรง ๆ
ทันใดนั้น เสียงตะคอกเกรี้ยวกราดของชายคนหนึ่งก็ทะลุผ่านประตู "เชี่ย! เรียกคนดูแลมาหน่อย! นี่มันฉี่ม้าหรือไง? กล้าเอาวิสกี้ปลอมมาหลอกกู!?"
ประตูปิดไม่สนิท ฉันเหล่ตามองผ่านช่องประตูโดยสัญชาตญาณ
ชายหัวล้านร่างใหญ่ หน้าเนื้อเต็มไปด้วยริ้วรอย คอห้อยสร้อยทองเส้นหนา กำลังชี้นิ้วไปที่ขวดวิสกี้บนโต๊ะ น้ำลายกระเด็น
รอบตัวเขายังมีชายหน้าตาไม่เป็นมิตรอีกหลายคน
ปกติผู้จัดการชั้นที่ไว้ท่ากับเรา ตอนนี้กำลังโค้งคำนับ หน้าซีดราวกระดาษ พูดจาตะกุกตะกัก
"พี่…พี่เปียว ใจเย็น ๆ นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด…"
"เข้าใจผิดพ่อมึงสิ!" ชายที่ถูกเรียกว่าพี่เปียวผลักผู้จัดการจนเซ ปลายนิ้วเกือบจี้จมูก "วันนี้ถ้าไม่เคลียร์ให้จบ กูจะพังร้านเฮงซวยนี่ให้ราบ!"
เห็นพี่เปียวคว้าขวดเปล่าขึ้นมา หมายจะฟาดหัวผู้จัดการ คนรอบข้างก็แตกตื่นถอยหนี
ฉันเองก็ใจเต้นระทึก
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ดังมาก แต่ราวกับมีเวทมนตร์ ตัดผ่านความตึงเครียดในห้อง
"โอ๊ย ใครทำให้พี่เปียวเราโกรธหนักหนา ได้ยินเสียงแต่ไกลเลยนะคะ"
เสียงนั้นหวานเย้ายวน เจือความเซ็กซี่ขี้เกียจ ราวกับขนนกเบา ๆ จั๊กจี้หัวใจ
ผู้คนแหวกทางออกเหมือนทะเลแดง
ฉันหันไปมอง ลมหายใจสะดุด
พี่เหมยมาแล้ว
หลังจากผ่านมาสักพัก ฉันก็รู้จักพี่เหมยแล้วแน่นอน แต่แค่รู้ว่าใครคือพี่เหมย
วันนี้เธอสวมชุดเดรสยาวสายเดี่ยวผ้ากำมะหยี่สีเขียวมรกต ยิ่งขับผิวให้ขาวผ่อง
ข้างกระโปรงผ่าสูง เมื่อก้าวเดิน เรียวขาขาวเนียนก็โผล่ลับ ๆ
ผมหยักศกปล่อยสยาย แต่งหน้าเนี้ยบ
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เขียนกรีดอายไลเนอร์ให้หางตายกขึ้นนิด ๆ เวลาชำเลืองมอง เหมือนจะสะกดวิญญาณได้
เธอคีบบุหรี่ก้นกรองยาวสีขาว ริมฝีปากแดงระเรื่อมีรอยยิ้มพราย เหมือนนางเอกจากหนังเที่ยงคืน
เธอไม่มองใคร ตรงเข้าไปหาพี่เปียว ราวกับไม่เห็นขวดที่เขาชูไว้หรือสีหน้าบึ้งตึง
พี่เหมยกลับหัวเราะเบา ๆ เสียงนุ่มนวลเหมือนขนมสายไหม "พี่เปียว เรื่องแค่นี้ให้ถึงกับโมโหเชียวหรือคะ ดูสิ บรรยากาศก็ดี เหล้าก็ดี อย่าให้เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้มาทำเสียอารมณ์เลยนะ"
พูดไป เธอก็หยิบแก้วสะอาดบนโต๊ะ รินวิสกี้ที่ถูกหาว่าเป็น "ของปลอม" ครึ่งแก้ว แล้วเงยหน้า ลำคอขาวเนียนโค้งสวย ดื่มรวดเดียวหมด
ท่าทางลื่นไหล ไม่มีลังเล
ดื่มเสร็จ เธอกลับแก้วให้ดู รอยยิ้มหวานยังประดับ "พี่เปียวดูสิ ถ้าวิสกี้มีปัญหาจริง น้องกล้าดื่มหรือเปล่าคะ ฉันว่าแปดส่วนเป็นเพราะเพิ่งเปิดขวด ยังไม่ทันได้หายใจ กลิ่นเลยยังไม่ออก เลยทำให้พี่เข้าใจผิด เอางี้ ให้เด็กเปิดขวดใหม่ให้สักขวด คิดเป็นของน้องนะคะ"
พี่เปียวหน้ากระตุก ลดมือที่ถือขวดลงช้า ๆ
เขาจ้องซูเหมย ฮึดฮัดในลำคอ แต่น้ำเสียงอ่อนลง "ซูเหมย ก็มีแต่ปากเธอแหละที่พูดดี"
พี่เหมยถือโอกาสนั่งลงบนที่เท้าแขนโซฟาข้างเขา ใกล้ชิด แล้วกระซิบอะไรสักสองสามคำ เอื้อมมือไปตบแขนพี่เปียวเบา ๆ
สีหน้าบึ้งตึงของพี่เปียวก็ผ่อนคลายลง แถมยังมีแววคล้ายรอยยิ้ม
เรื่องที่เกือบจะนองเลือด ก็ถูกคลี่คลายลงเงียบ ๆ เพียงเพราะเรือนร่างอรชรและคำพูดไม่กี่คำของเธอ
ฉันมองจนตะลึง
นี่ไม่ใช่แค่การคลี่คลายปมขัดแย้งธรรมดาแล้ว มันคือศิลปะ
ศิลปะในการนำความโกรธของผู้ชายมาไว้ในอุ้งมือ
เธอจัดการเสร็จ ลุกขึ้นยืน กวาดตามองผ่านหน้าประตูอย่างไม่ตั้งใจ ผ่านมาที่ฉัน เหมือนหยุดมองแวบหนึ่ง
วินาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกที่หลงเข้ามาในเวทีหรู สวมชุดทำงานสกปรก เข็นรถทำความสะอาดที่แปลกแยก ทั้งตัวส่งกลิ่นเปรี้ยวสาปจากการกรำงานหนัก
ฉันหลุบตาลงโดยสัญชาตญาณ ไม่กล้าสบตา ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ
เธอไม่พูดอะไร ราวกับฉันเป็นแค่ถังดับเพลิงที่มุมห้อง
เธอใส่รองเท้าส้นสูงเรียวเล็ก "ก็อก ก็อก ก็อก" เดินจากไป ทิ้งน้ำหอมกลิ่นกล้วยไม้จาง ๆ เอาไว้
พนักงานเก่าที่ดูเหตุการณ์ข้าง ๆ คนหนึ่งทำปากแจ๊บ ๆ ใช้ศอกกระทุ้งฉัน "อึ้งเลยล่ะสิ นั่นพี่ซูเหมย หลักชัยของร้านเราเลยนะ เก่งจะตาย!"
ฉันมองสุดทางเดินที่เธอหายไป เหลือเพียงแสงเงาไหว ๆ และกลิ่นหอมอบอวล
ตอนนี้ ในใจเหมือนถูกโยนหินลงไปในทะเลสาบ กระเพื่อมเป็นระลอก ๆ
อิจฉา อยากรู้ และความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ว่าถูกดึงดูดอย่างหนักจากความเจิดจ้าและแข็งแกร่งนั้น
ช่วงที่เหลือของคืนนั้น ฉันทำงานใจลอย
ในหัวเล่นซ้ำภาพพี่เหมยตอนมา น้ำเสียงที่เธอพูด ท่าเดินของเธอ สายตาที่เหมือนทะลุผ่านทุกสิ่งเวลามองคน
ผู้หญิงคนนี้ เหมือนราตรีที่พร่ามัว ลึกลับ อันตราย แต่ก็ทำให้คนอยากเข้าใกล้ อยากค้นหาโดยไม่รู้ตัว