อินซิวพยักหน้ารับคำทักทายของอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปมองหน้าบ้านของตัวเอง
หน้าบ้านของเขามีข้าวของเพิ่มขึ้นจากตอนที่ออกไปตั้งหลายชิ้น กล่องเล็กใหญ่กองพะเนินอยู่ตรงนั้น
อินซิวมองกล่องเหล่านั้นแวบหนึ่ง “นายเอามาเหรอ?”
เย่เทียนเสวียนส่ายหน้า รอยยิ้มเจือแววหยอกเย้า “ผู้เล่นคนอื่นในเมืองเอามาถวายนายน่ะ”
“...ถวายอะไรกัน ฉันไม่ใช่เจ้าแม่ราตรีสักหน่อย” อินซิวทำหน้าเอือมระอา แต่ก็ยังเปิดประตูบ้านแล้วขนข้าวของพวกนั้นเข้าไปกองไว้ด้านใน
เย่เทียนเสวียนเดินตามเข้าไปในห้องอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างอย่างคุ้นเคย เขาชงชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง จิบไปพลางมองอินซิวเริ่มซ่อมประตูไปพลาง
“หลังจากเห็นนายในดันเจี้ยนแล้ว ผู้เล่นในเมืองเล็กก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนายไปมาก” เย่เทียนเสวียนนั่งเท้าคางอยู่ข้างโต๊ะ พูดจ้อไม่หยุด “ฉันอบรมพวกเขามาตั้งสามปี กว่าจะทำให้ผู้เล่นหลายคนพยายามไม่เข้าใกล้นายได้ ผลคือพอนายเข้าดันเจี้ยน ทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า”
“อืม”
“นายไม่รู้หรอกว่าการห้ามผู้เล่นทำอะไรเสี่ยงตายมันเหนื่อยแค่ไหน ผู้เล่นเก่ามักคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นจนดื้อรั้น ส่วนผู้เล่นใหม่ก็ยังไม่รู้อะไรเลย เลยเกิดเรื่องได้ง่าย พวกเขาอยู่ด้วยกันตามปกติยังหนีความตายไม่พ้น แต่กลับอยากอยู่ห้องเดียวกับนายที่อันตรายที่สุดในเมือง นี่มันคิดจะลัดขั้นตอนในชีวิตชัด ๆ”
“อสูรกายในเมืองฆ่านายไม่ได้ ก็เลยพากันจับตาคนรอบตัวนายแทน เผลอพลาดนิดเดียวก็ตายแล้ว แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจ”
“อืม”
“ดูแลเมืองเล็กนี่มันยากจริง ๆ นอกจากเข้าดันเจี้ยนไปเก็บคู่มือพิชิตแล้ว ยังต้องออกมาจัดการผู้เล่นอีก ทั้งที่สภาพแวดล้อมในเมืองตอนนี้สงบเรียบร้อยขนาดนี้แล้ว ก็ยังมีคนหาเรื่องจนตัวเองตายได้อยู่ดี” เย่เทียนเสวียนยิ่งบ่นก็ยิ่งฉุน คิ้วที่ขมวดเข้าหากันช่างตรงกันข้ามกับบุคลิกอ่อนโยนของเขาโดยสิ้นเชิง “นายว่าเวลาฉันให้พวกเขาแจกแผ่นกฎทั่วเมือง พวกเขาไม่อ่านกันเลยหรือไง?”
