อินซิวเหลือบมองมือเลือนรางทั้งสามข้าง แสร้งทำเป็นไม่เห็น แล้วหันไปมองทางอื่น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็แอบเหลือบมองอีกครั้ง เงาพวกนั้นยังไม่ไปไหนเลย
อะไรของพวกมันเนี่ย เขาไม่ได้อยากได้สักหน่อย!
อินซิวฝืนใจทำเป็นมองไม่เห็น แล้วเบนสายตาไปยังที่ไกลอีกครั้ง
เพื่อให้ได้ครอบครองประตูบาป เหล่าผู้เล่นต่างไล่ตามเงาร่างที่มองไม่เห็นอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้คนเบียดเสียดกันเป็นกลุ่ม ร่างกายบิดเบี้ยวไปตามการเคลื่อนไหว
ผ่านมาตั้งนานแล้ว กลับยังไม่มีผู้เล่นคนไหนผูกพันกับประตูบาปได้เลย ดูท่าประตูบาปพวกนี้จะตาถึงอยู่เหมือนกัน
อินซิวพยายามแยกแยะประตูบาปที่มองไม่เห็นซึ่งเคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางฝูงชน มีทั้งหมดเจ็ดบาน รอบตัวเขามีสามบาน และด้านนอกยังมีอีกอย่างน้อยสี่บานที่กำลังเดินเตร่
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วสังเกตเห็นเย่เทียนเสวียน เย่เทียนเสวียนกำลังยืนอยู่ตรงมุม โบกมือใส่อากาศอย่างรังเกียจ เดินไปได้สองก้าวก็หยุด หันกลับมาด่าพึมพำ
ดูท่าจะโดนหมายตาเหมือนกัน
อินซิวเหม่อไปเหม่อมา ก่อนจะเหลือบมองข้างกายอีกครั้ง ผ่านมาตั้งนานแล้ว พวกที่อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนก็ว่าแย่แล้ว แต่ดันมีเพิ่มมาอีกหนึ่ง กลายเป็นสี่บานแล้ว!
ดูจากท่าทีของเย่เทียนเสวียน เหมือนจะมีแค่บานเดียวที่ตามตื๊อเขา ส่วนประตูบาปที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในบริเวณนี้ยังมีอีกบานซึ่งอยู่ข้างเด็กสาวคนหนึ่ง นับรวมแล้วกลับยังมีอีกบานที่ไม่โผล่มา นี่สิถึงเรียกว่าตาถึงจริง ๆ ไม่ยอมลดตัวมาคลุกคลีกับผู้เล่นพวกนี้
“อ๊า! ดีจังเลย!” เด็กสาวที่มีประตูบาปเฝ้าอยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็ร้องเสียงหลง ใบหน้าเผยความยินดีออกมาอย่างชัดเจน
“ฉันผูกพันกับมันได้แล้ว! ดีจังเลย ดีจังเลย!” เด็กสาวคงดีใจมาก ถึงได้โผเข้ากอดชายที่อยู่ข้าง ๆ แล้วถูไถไหล่เขาอย่างสนิทสนม “พอมีประตูบาปบานนี้ เราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคนอื่นฆ่าแล้ว! เรารอดแล้วนะ ที่รัก!”
