“ช่างเถอะ...” ผู้คุมคิดคำนวณอยู่ในใจ คิดเสียว่าประสบการณ์รับมืออสูรกายของตนยังน้อยเกินไป เพิ่งเจอคนโหดอย่างอินซิวเป็นครั้งแรก อดทนไปเดี๋ยวก็ผ่านพ้น
จากนั้นเขาก็เดินหน้าตะโกนเรียกผู้เล่นในห้องขังเดี่ยวแต่ละห้องต่อไป
ระหว่างนั้นมีผู้เล่นไม่น้อยต่อต้านผู้คุม สำหรับพวกเขาที่ฆ่าอสูรกายเป็นประจำ ผู้คุมตัวเล็ก ๆ คนเดียวไม่นับเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็ถูกผู้คุมซ้อมยับ บางคนถึงขั้นถูกประหารตรงนั้นทันที พอเดินตรวจทางเดินชั้นหนึ่งเสร็จ เลือดก็เปรอะเต็มตัวผู้คุมไปหมด
ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เดินตามหลังเขามา หลังถูกลงโทษก็สงบเสงี่ยม มีเพียงไม่กี่คนที่ยังแฝงแววแข็งขืนดุดันไว้ในดวงตา
ส่วนอินซิวกับเย่เทียนเสวียนกลับดูราวกับมาพักร้อน เดินตามหลังพลางสำรวจสภาพแวดล้อม
แม้นครสุขสำราญจะมีชื่อไพเราะ แต่ที่นี่ก็เป็นคุกอย่างแท้จริง อาคารรูปวงรีมีห้องขังซ้อนสูงขึ้นไปทีละชั้น ห้องเล็ก ๆ เรียงรายแน่นขนัดอยู่ตลอดทางเดินทุกชั้น ส่วนที่เรียกว่าโถงใหญ่ก็คือลานเล็ก ๆ ตรงกลางวงกลมนั่นเอง
อินซิวสังเกตเห็นว่ามีบันไดเชื่อมจากห้องขังลงไปยังโถงใหญ่ และที่ขอบโถงใหญ่ยังมีบันไดอีกเจ็ดทาง แยกไปคนละทิศอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มุ่งสู่ห้องขัง แต่ลึกเข้าไปด้านใน นั่นหมายความว่าด้านหลังห้องขังยังมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่านี้อีก
เหมือนมีชามใบใหญ่ครอบชามใบเล็กไว้ โดยห้องขังอยู่ในชามใบเล็กตรงกลางสุด หากคิดจะออกไปจากที่นี่ ยังต้องฝ่าพื้นที่อีกชั้นหนึ่งไปให้ได้ ไม่แน่ว่าพอฝ่าออกไปได้อย่างทุลักทุเลแล้ว อาจพบว่าด้านนอกยังมีหม้อใบใหญ่อีกใบครอบอยู่ก็ได้
การแหกคุกที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อินซิวสรุปสภาพแวดล้อมไปพลางพึมพำเรื่องชามกับหม้อไปพลาง เย่เทียนเสวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเขาบ่นพึมพำเรื่องชามเรื่องหม้อ แต่ไม่เข้าใจสักนิด
