หลีม่อถอดเสื้อสูทแล้วยื่นให้อินซิว
อินซิวรับเสื้อมา ก่อนนำไปคลุมตัวเด็กหญิงตัวน้อย
ชั่วขณะนั้น จงมู่เห็นสีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยกับหลีม่อเปลี่ยนเป็นประหลาดไปพร้อมกันอย่างชัดเจน
“หนูไม่เอาเสื้อของเขามาคลุมหรอก…” เด็กหญิงตัวน้อยบ่นงึมงำ ก่อนดึงเสื้อสูทที่คลุมตัวอยู่ออกด้วยท่าทีรังเกียจ
“ดึงออกไม่ได้นะ แม่ของหนูบอกแล้วว่าอย่าให้คนในเมืองเห็น ระหว่างทางไปบ้านคุณยายอันตรายมาก” อินซิวกำชับเสียงอ่อนโยน แล้วคลุมเสื้อกลับไปให้เหมือนเดิม
“ต้องคลุมไว้จริง ๆ เหรอ?” เด็กหญิงตัวน้อยยังคงไม่เต็มใจ
“ต้องคลุม”
เมื่ออินซิวตอบยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยก็ยอมแพ้
หวังกว่างมีสีหน้าซับซ้อน เด็กหญิงตัวน้อยที่เป็นอสูรกายคนนี้เชื่อฟังอินซิวจริง ๆ ถ้าเป็นคนอื่นมาเล่นดันเจียนนี้ คงไม่ง่ายขนาดนี้ ดูท่าจงมู่จะพูดถูก อินซิวเหมาะจะเป็นหัวหน้ามากกว่าเขาจริง ๆ แต่ถ้าปล่อยให้มือใหม่มาเป็นหัวหน้า ส่วนเขานอนสบาย ๆ ผ่านดันเจียนอยู่ข้าง ๆ พอกลับเมืองไปคงโดนคนหัวเราะเยาะแน่ แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด
“ไปกันเถอะ ถึงเวลากลับเข้าเมืองแล้ว รีบไปก่อนฟ้ามืด” อินซิวจูงมือเด็กหญิงตัวน้อย พลางเงยหน้ามองท้องฟ้า พวกเขาต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด
“ให้พี่ชายอุ้ม” เด็กหญิงตัวน้อยดึงเสื้อสูทที่คลุมศีรษะอยู่ ความรู้สึกขัดใจยิ่งคิดก็ยิ่งมาก จึงแกล้งออดอ้อนพลางจับมืออินซิวเขย่าเบา ๆ
ดวงตาของหลีม่อมืดลง จ้องเด็กหญิงตัวน้อยเขม็ง เด็กหญิงตัวน้อยเม้มปาก ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วหันไปมองไกล ๆ
“ได้สิ” อินซิวไม่ได้คิดอะไรมาก ยื่นมือไปอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมา โดยไม่สนใจกลิ่นอายเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากหลีม่อด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
“ไป ๆ ๆ” จงมู่เหงื่อแตกพลั่ก กลัวเพื่อนร่วมห้องสุดประหลาดคนนี้จะโมโห จึงเร่งอินซิวให้ออกเดินทางทันที
อินซิวอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่ห่อตัวด้วยเสื้อสูทสีดำเดินนำหน้า หลีม่อเดินอยู่ข้าง ๆ จงมู่ตามหลัง ส่วนหวังกว่างเดินรั้งท้ายเพียงลำพังด้วยสีหน้าซับซ้อน
